WordPress คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการทั่วโลกสร้างเว็บไซต์และเผยแพร่บล็อกของตนเองได้
ถ้าคุณชอบใช้ WordPress เพื่อสร้างเนื้อหาและสร้างชุมชน แต่ต้องการก้าวไปสู่โลกการค้าขาย คุณไม่จำเป็นต้องทิ้งแพลตฟอร์มที่คุณชื่นชอบนี้เลย ทุกวันนี้มีปลั๊กอิน Wordpress eCommerce สำเร็จรูปสำหรับให้เลือกมากมาย
นี่คือปลั๊กอิน Wordpress eCommerce ยอดนิยมและน่าเชื่อถือเพื่อการเปลี่ยนเว็บไซต์ WordPress ของคุณให้เป็นร้านค้าออนไลน์ที่พร้อมสำหรับการชำระเงิน
7 ปลั๊กอิน Wordpress eCommerce ที่ดีที่สุด
- Sell on WordPress (แอป Shopify)
- WooCommerce
- Easy Digital Downloads
- BigCommerce for WordPress
- MemberPress
- Ecwid Ecommerce Shopping Cart
- WP EasyCart
1. Sell on WordPress (แอป Shopify)
- ราคา: ดาวน์โหลดฟรี แต่ต้องสมัครแพ็กเกจ Shopify เริ่มต้นที่ $5 (ประมาณ 160 บาท) ต่อเดือน
- ระยะทดลองใช้ฟรี: 3 วัน
- ฟีเจอร์บนมือถือ: ติดตามยอดขาย เพิ่มและแก้ไขสินค้า ดูรายงาน จัดการพนักงาน ดำเนินการออเดอร์ อัปโหลดรูปสินค้า รับการแจ้งเตือนคำสั่งซื้อ
- ระบบขายหน้าร้าน (POS): รองรับ Shop Pay, PayPal และผู้ให้บริการชำระเงินอื่น ๆ มากกว่า 100 ราย
Sell on WordPress คือปลั๊กอินอย่างเป็นทางการจาก Shopify และเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยากจริงจังกับการขายสินค้าบนเว็บไซต์ WordPress ออกแบบมาสำหรับครีเอเตอร์และธุรกิจที่ต้องการสร้างรายได้จากคอนเทนต์บน WordPress โดยไม่ลดทอนประสบการณ์ด้านอีคอมเมิร์ซของร้านค้าเลย

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณทำบล็อกอาหารชื่อดังบน WordPress คุณเพิ่งเขียนบทความแนะนำอุปกรณ์ครัวชิ้นโปรด และตั้งใจจะโปรโมตสินค้าของตัวเองไปด้วย คุณสามารถใช้ปลั๊กอิน Shopify เพื่อแทรกสินค้าเข้าไปในบทความได้โดยตรง
เพียงใช้ WordPress editor เพิ่มบล็อกสินค้าที่คุณแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทำขนมปังแบบไม่ต้องนวด หรือหนังสือสูตรอาหารของคุณ ผู้อ่านสามารถเห็น คลิก และสั่งซื้อผ่าน Shopify ได้ทันที โดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์เลย
Sell on WordPress เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะสามารถ
- เพิ่มได้ทั้งสินค้าชิ้นเดียวหรือทั้งคอลเลกชัน โดยยังคงดีไซน์ให้เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ
- มีอัตรา Conversion สูงกว่าหน้าเช็กเอาต์มาตรฐานของ WooCommerce ถึง 17% จากการศึกษาที่ทำร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกกลุ่ม Big Three ในเดือนเมษายน 2023
- จัดการประสบการณ์อีคอมเมิร์ซทั้งหมด ตั้งแต่สต็อกสินค้า ไปจนถึงการติดตามยอดขายและวิเคราะห์ข้อมูล ผ่าน Shopify admin ที่เดียว
2. WooCommerce
- ราคา: ฟรี
- ระยะเวลาทดลองใช้ฟรี: ไม่มี
- ฟีเจอร์แอปมือถือ: เพิ่มสินค้า รับการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ จัดการคำสั่งซื้อ ติดตามสถิติ จัดการหลายร้านค้า
- การเชื่อมต่อ: WooCommerce Payments, Stripe, PayPal, Square, Amazon Pay, Apple Pay, Google Pay, Google Shopping, Walmart, Etsy, eBay, Wish, Reverb, Lazada, Bonanza, HubSpot, Facebook, Mailchimp, Google Ads
WooCommerce เป็นปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซฟรีสำหรับ WordPress อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นของบริษัท Automattic บริษัทจัดจำหน่ายระดับโลก ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านอีคอมเมิร์ซของ WordPress
ด้วย WooCommerce คุณสามารถขายได้ทั้งสินค้าจริงและสินค้าดิจิทัล และเชื่อมต่อกับช่องทางการชำระเงินมากกว่า 100 ช่องทาง คุณยังสามารถสร้างตัวเลือกสินค้า ขายสินค้าพันธมิตร และตั้งค่าภาษีขายและการจัดส่งได้ โปรดทราบว่า WooCommerce ต้องการการบำรุงรักษาและการอัปเดตเป็นประจำ
อ่านบทความเปรียบเทียบ Shopify เทียบกับ WooCommerce เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม และตรวจสอบทางเลือกอื่นๆ ของ WooCommerce เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการค้นคว้าของคุณ
3. Easy Digital Downloads
- ราคา: ฟรี ถึง 3200 บาท/ปี และปีละ 15,000 บาท/ปี
- ระยะเวลาทดลองใช้ฟรี: ไม่มี แต่คุณสามารถขอเงินคืนได้ภายใน 14 วันหลังจากซื้อ
- ฟีเจอร์แอปมือถือ: สถิติการขาย ตัวติดตามรายได้ ข้อมูลการขายรายบุคคล ฐานข้อมูลลูกค้า การชำระเงินแบบเรียกเก็บซ้ำ
- การเชื่อมต่อ: Stripe, Apple Pay, Google Pay, PayPal, Braintree, Authorize.net, 2Checkout, SOFORT Banking, BitPay, Coinbase, Mailchimp
Easy Digital Downloads เป็นปลั๊กอิน WordPress สำหรับการขายสินค้าดิจิทัล คุณสามารถปรับแต่งตะกร้าสินค้าและปุ่มซื้อเพื่อฝังลงในเว็บไซต์ WordPress ของคุณได้
ปลั๊กอินนี้สามารถใช้รหัสส่วนลดและสร้างโปรไฟล์ลูกค้าได้ คุณยังสามารถติดตามยอดขายของคุณด้วยรายงานการวิเคราะห์ของปลั๊กอินได้อีกด้วย
Easy Digital Downloads ไม่มีจำนวน SKU ไม่จำกัด เครื่องมือ SEO ขั้นสูง หรือฟีเจอร์สำหรับสินค้าทางกายภาพ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเรียกดูคลังปลั๊กอินเสริมเพื่อเพิ่มฟังก์ชันเหล่านี้ได้
4. BigCommerce for WordPress
- ราคา: เดือนละ 39 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,216 บาท) ถึง 399 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,440 บาท)
- ระยะเวลาทดลองใช้ฟรี: 15 วัน
- ฟีเจอร์แอปมือถือ: ตรวจสอบการวิเคราะห์ร้านค้า จัดการแคตตาล็อกสินค้า จัดการคำสั่งซื้อ ออกใบคืนเงิน และพิมพ์ใบแจ้งหนี้
- การเชื่อมต่อ: Square, PayPal, ConnectPOS, Epos Now, Hike POS, Vend, Heartland retail, Google Shopping, Mercado, Wish, Facebook, Sellbrite, Walmart
BigCommerce เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบสแตนด์อโลนที่มีปลั๊กอินสำหรับ WordPress ด้วย มีฟีเจอร์มาตรฐานมากมายเหมือนกับปลั๊กอินอื่นๆ ในรายการนี้ รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบ POS, ความสามารถในการขายหลายช่องทาง, การรายงานวิเคราะห์ และเครื่องมือ SEO
BigCommerce รองรับสินค้าได้สูงสุด 600 รายการ (SKU), การขายหลายช่องทาง, การขายในกว่า 100 ประเทศ และความสามารถในการชำระเงินมากกว่า 250 วิธี นอกจากนี้ยังเป็นไปตามมาตรฐาน PCI ด้วย
5. MemberPress
- ราคา: ปีละ 179.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 5,596 บาท) ถึงปีละ 499.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 15,572 บาท)
- ระยะเวลาทดลองใช้ฟรี: รับประกันคืนเงิน 14 วัน
- ฟีเจอร์แอปมือถือ: ไม่มี
- การเชื่อมต่อ: Stripe, PayPal, Authorize.net, open API, Active Campaign, ChatGPT, EasyAffiliate
MemberPress ออกแบบมาเพื่อรองรับการชำระเงินแบบต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม WordPress โดยเฉพาะ ปลั๊กอินนี้รองรับการสมัครสมาชิก การเป็นสมาชิก และโมเดลธุรกิจการชำระเงินแบบต่อเนื่องอื่นๆ
ช่วยให้คุณสามารถดูและจัดการสมาชิกที่ชำระเงิน แชร์หน้า Landing Page และเนื้อหาต่างๆ และสร้างรหัสส่วนลดได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างฟอรัมเพื่อมีส่วนร่วมกับชุมชนสมาชิกของคุณได้
ปลั๊กอินนี้ไม่มีฟีเจอร์เฉพาะสำหรับการขายสินค้าทางกายภาพหรือการประมวลผลธุรกรรมแบบครั้งเดียว
6. Ecwid Ecommerce Shopping Cart
- ราคา: ฟรี และเดือนละ 82.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,572 บาท)
- ระยะเวลาทดลองใช้ฟรี: มีแผนฟรี
- ฟีเจอร์แอปมือถือ: สแกนสินค้า ติดตามสินค้าคงคลัง จัดการยอดขาย รับการชำระเงิน
- การเชื่อมต่อ: Square, Clover, Vend, Alice, Facebook, Instagram, Amazon, eBay, Google Shopping, FreshBooks, CapsuleCRM
ปลั๊กอิน Ecwid สำหรับ WordPress เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำงานผ่านการฝังโค้ด HTML คุณยังสามารถใช้งานได้ในโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ และยังมีฟีเจอร์สำหรับการขายแบบหลายช่องทางด้วย
เครื่องมืออีคอมเมิร์ซนี้มีพื้นที่จัดเก็บไม่จำกัด การสำรองข้อมูลเป็นประจำ และการอัปเกรดและการอัปเดตความปลอดภัย นอกจากนี้ยังซิงค์ข้อมูลสินค้าคงคลังระหว่างแพลตฟอร์มและช่องทางต่างๆ รวมถึงการรายงานและการยื่นภาษีขายโดยอัตโนมัติผ่าน Avalara สำหรับผู้ค้าในสหรัฐอเมริกา คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือประมวลผลการชำระเงินที่เข้ากันได้กว่า 100 รายการ
7. WP EasyCart
- ราคา: ฟรี (มีค่าธรรมเนียมการประมวลผล 2%) ถึงปีละ 69 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,151 บาท) และปีละ 89 ดอลลาร์ (ประมาณ 2,775 บาท)
- ระยะเวลาทดลองใช้ฟรี: 14 วัน
- ฟีเจอร์แอปมือถือ: การแจ้งเตือนคำสั่งซื้อ
- การเชื่อมต่อ: Square, Stripe, PayPal, Apple Pay, Google Pay
WP EasyCart เป็นปลั๊กอินตะกร้าสินค้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อแพลตฟอร์ม WordPress โดยเฉพาะ มีฟีเจอร์ที่เหมาะสมสำหรับการขายทั้งสินค้าที่จับต้องได้และสินค้าดิจิทัล
คุณสมบัติเด่น ได้แก่ การขายบัตรของขวัญ การตั้งค่าการชำระเงินแบบต่อเนื่องสำหรับการสมัครสมาชิก การส่งใบแจ้งหนี้ และการรับบริจาค นอกจากนี้ยังเป็นไปตามมาตรฐาน PCI ด้วย
วิธีเลือกปลั๊กอิน Wordpress eCommerce ที่ดีที่สุด
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกปลั๊กอิน Wordpress eCommerce ที่เหมาะกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณอย่างไร นี่คือขั้นตอนที่จะช่วยคุณค้นหาเครื่องมือที่เหมาะสมได้
1. ตอบให้ได้ว่าคุณต้องการอะไร
ระบุคุณสมบัติสำคัญที่ร้านค้าออนไลน์ของคุณต้องการ เช่น ระบบชำระเงิน ตัวเลือกการจัดส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง และสินค้าที่มีหลายแบบ ทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจของคุณและระบุฟังก์ชันการทำงานเฉพาะที่สำคัญต่อการดำเนินงาน ปลั๊กอินบางตัวสามารถจัดการการขายทุกประเภทได้ ไม่ว่าจะเป็นการขายในประเทศหรือต่างประเทศ แต่บางตัวก็ไม่สามารถทำได้
2. กำหนดความเข้ากันได้และการเชื่อมต่อของปลั๊กอิน
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซนั้นเข้ากันได้กับธีม WordPress และปลั๊กอินอื่นๆ ที่คุณอาจใช้งานอยู่แล้ว ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ของคุณมีผลต่ออันดับการค้นหาและประสบการณ์ของผู้ใช้ การเพิ่มปลั๊กอินหมายถึงการเพิ่มข้อมูลที่จะต้องโหลด ดังนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลั๊กอินที่คุณเลือกจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อความเร็วของเว็บไซต์ของคุณ
3. นัดหมายการสาธิตและลองใช้ฟรี
ปลั๊กอินบางตัวเสนอการสาธิตเพื่อช่วยให้คุณเห็นแพลตฟอร์มในการทำงานจริง คุณอาจสามารถทดสอบการทดลองใช้ฟรีได้ด้วย มองหาปลั๊กอินที่ใช้งานง่ายและมีอินเทอร์เฟซที่เข้าใจง่าย และอย่าลืมหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลือกการสนับสนุนลูกค้า คุณอาจตรวจสอบเว็บไซต์ของปลั๊กอินเพื่อดูว่ามีเอกสารที่ชัดเจนและทรัพยากรสนับสนุนสำหรับการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองหรือไม่
4. ดาวน์โหลดและติดตั้งปลั๊กอิน
เมื่อคุณเลือกปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซแล้ว คุณสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งลงบนเว็บไซต์ WordPress ของคุณได้ ขั้นตอนโดยละเอียดจะแตกต่างกันไปตามปลั๊กอินที่คุณเลือก
สิ่งที่คุณต้องการสำหรับปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซ WordPress
คุณไม่สามารถเพิ่มปลั๊กอิน Wordpress eCommerce ให้กับเว็บไซต์ใดก็ได้ โดยจะต้องเป็นเว็บไซต์ที่สร้างบนแพลตฟอร์ม WordPress และคุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณปลอดภัยและอัปเดตเป็น WordPress เวอร์ชันล่าสุดแล้ว
รวมถึงคุณต้องรู้ว่าคุณกำลังขายสินค้าอะไร ปลั๊กอินบางตัวใช้งานได้เฉพาะกับสินค้าดิจิทัลหรือสินค้าที่จับต้องได้เท่านั้น ในขณะที่ตัวอื่นสามารถรองรับทั้งสองอย่างได้ บางตัวยังสร้างขึ้นเฉพาะสำหรับการชำระเงินแบบประจำ เช่น บริษัทที่ใช้ระบบสมัครสมาชิก ดังนั้นคุณจึงต้องรู้ว่าคุณต้องการการชำระเงินแบบประจำหรือไม่
และสุดท้าย สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าคุณกำลังขายที่ไหน ปลั๊กอินบางตัวสามารถจัดการการขายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการขายในประเทศหรือต่างประเทศ แต่ตัวอื่นจะใช้งานได้เฉพาะการขายในประเทศเท่านั้น
สิ่งที่ควรมองหาในปลั๊กอิน Wordpress eCommerce
นี่คือข้อควรพิจารณาเมื่อเปรียบเทียบปลั๊กอิน Wordpress eCommerce
- ผลกระทบต่อความเร็วเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ของคุณมีผลต่อการจัดอันดับการค้นหาและประสบการณ์ผู้ใช้ เว็บไซต์ที่โหลดช้ามักจะได้การมองเห็นที่แย่เครื่องมือค้นหา รวมถึงการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่น่าผิดหวังด้วย การเพิ่มปลั๊กอินให้กับร้านค้าของคุณหมายถึงการเพิ่มข้อมูลมากขึ้นในการโหลด ซึ่งหมายถึงการโหลดจะใช้เวลามากขึ้น คุณจะต้องแน่ใจว่าปลั๊กอินที่คุณเลือกจะไม่สร้างผลกระทบอย่างชัดเจน
- รีวิว การอ่านรีวิวลูกค้าเพื่อหาข้อมูลว่าผู้ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงชอบใช้ปลั๊กอินเหล่านั้นอย่างไรคือวิธีที่ดี คุณสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่คุณจะไม่ได้รับจากเว็บไซต์ของปลั๊กอินได้
- การสนับสนุนลูกค้า หากคุณไม่เชี่ยวชาญด้านเทคนิค คุณอาจต้องการความช่วยเหลือในการติดตั้งหรือใช้ปลั๊กอิน หากตรงนี้สำคัญสำหรับคุณ ให้มองหาตัวเลือกที่มีความช่วยเหลือในการติดตั้งรวมถึงการสนับสนุนลูกค้าที่เข้าถึงได้และฟรี
- ราคา งบประมาณเป็นเรื่องน่ากังวลเสมอสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจทุกครั้ง และถึงจะไม่จำเป็นต้องหาตัวเลือกที่ถูกที่สุด แต่คุณก็ต้องแน่ใจว่าการลงทุนของคุณคุ้มค่า
ตัวสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ดีที่สุดไม่จำเป็ต้องมีปลั๊กอิน Wordpress eCommerce
เมื่อคุณใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify คุณไม่ต้องยุ่งยากกับปลั๊กอินเพื่อทำการขายครั้งแรก คุณมีเครื่องมือทั้งหมดที่ต้องการตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นเมื่อธุรกิจของคุณเติบโต ให้เลือกจากการเชื่อมต่อและปลั๊กอินหลายพันตัวใน Shopify App Store เพื่อเปลี่ยนร้านค้าออนไลน์ของคุณให้กลายเป็นอาณาจักรอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปลั๊กอิน Wordpress eCommerce
ต้องมีปลั๊กอิน Wordpress eCommerce ตัวไหนบ้าง?
ปลั๊กอินที่จำเป็นสำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซ WordPress ของคุณจะขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และฟังก์ชันการทำงานที่คุณต้องการเพิ่ม ปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซยอดนิยม ได้แก่ Sell on WordPress by Shopify, WooCommerce, Easy Digital Downloads, WP Ecommerce และ MarketPress
ปลั๊กอิน Wordpress eCommerce คืออะไร?
ปลั๊กอินคือซอฟต์แวร์ที่ขยายหรือเพิ่มฟังก์ชันให้กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของ Wordpress ที่มีอยู่ ปลั๊กอินเหล่านี้สามารถใช้เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การประมวลผลการชำระเงิน การวิเคราะห์ เครื่องมือการตลาด และเครื่องมือบริการลูกค้า ปลั๊กอินยังสามารถใช้เพื่อปรับแต่งการออกแบบ เลย์เอาต์ และประสบการณ์ผู้ใช้ของเว็บไซต์
เราจะผสานรวมอีคอมเมิร์ซเข้ากับ WordPress ได้อย่างไร?
วิธีที่ง่ายที่สุดในการรวมอีคอมเมิร์ซเข้ากับ WordPress คือการใช้ปลั๊กอินอย่าง WooCommerce ซึ่ง WooCommerce เป็นปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซโอเพนซอร์สที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ WordPress อย่างราบรื่น สามารถดาวน์โหลด ติดตั้ง และใช้งานได้ฟรี และมีชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมสำหรับการสร้างและจัดการร้านค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีปลั๊กอินอื่นๆ อีกหลายตัวที่สามารถใช้เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ให้กับร้านค้าของคุณ เช่น การประมวลผลการชำระเงิน การจัดส่งและการจัดการสินค้าคงคลัง และอื่นๆ
WordPress เหมาะสำหรับอีคอมเมิร์ซหรือไม่?
เหมาะ โดย WordPress เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับอีคอมเมิร์ซเพราะเป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สที่มีปลั๊กอินและธีมหลากหลายที่ทำให้การสร้างร้านค้าออนไลน์เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์มากมายที่ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับอีคอมเมิร์ซ เช่น ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา ความสามารถในการจัดการเกตเวย์การชำระเงินหลายตัว และการสนับสนุนหลายภาษา


