อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้นมาก จนมีทั้งโมเดลธุรกิจและรูปแบบการส่งมอบสินค้าที่หลากหลายกว่าที่เคยเป็นมา
เพราะแบบนี้เอง หากคุณกำลังคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อาจรู้สึกไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน คู่มือนี้จึงถูกออกแบบมาให้เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะที่สุด
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซแต่ละแบบสามารถแตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิง บางเจ้าอาจไม่เหมือนกันเลยด้วยซ้ำ ด้านล่างนี้ คุณจะได้รู้จักกับ 6 ประเภทอีคอมเมิร์ซ พร้อมข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เพื่อช่วยให้คุณเลือกแนวทางที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
6 ประเภทอีคอมเมิร์ซ
จากธุรกิจสู่ผู้บริโภค B2C
ในธุรกิจแบบ Business to Consumer (B2C) ผู้ที่เข้ามาใช้งานร้านค้าออนไลน์คือผู้บริโภคทั่วไป ไม่ใช่องค์กรหรือบริษัท โดยแบรนด์จะเป็นผู้ขายสินค้าเอง หรือคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายภายใต้ร้านของตัวเอง
กลุ่มเป้าหมายของ B2C คือผู้ใช้ปลายทางโดยตรง ซึ่งอาจเป็นคนที่ซื้อสินค้าไปใช้งานเอง หรือซื้อเป็นของขวัญให้ผู้อื่น โฟกัสหลักของโมเดลนี้จึงอยู่ที่ประสบการณ์การซื้อ ความสะดวก และการสื่อสารกับลูกค้าแบบเข้าใจง่าย
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ B2C โดยทั่วไปมักจะรับสินค้ามาจากซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตรายอื่น เพื่อนำมาขายต่อให้กับลูกค้าปลายทาง จุดเด่นสำคัญคือคุณสามารถสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากเพื่อลดต้นทุนต่อชิ้น แล้วนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคทั่วไป นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำไปใช้ทำการตลาดและเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของโมเดลนี้คือการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง มีผู้ขายจำนวนมากที่ทำธุรกิจในตลาดหรืออุตสาหกรรมเดียวกัน การจะโดดเด่นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่จำเป็นต้องมีจุดขายที่ชัดเจน และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของตัวเองอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
ตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ B2C
Kylie Cosmetics
ร้านค้าอีคอมเมิร์ซของ Kylie Cosmetics ใช้ระบบ Shopify
Kylie Cosmetics
Kylie Cosmetics คือแบรนด์ความงามที่ก่อตั้งโดยคนดังและอินฟลูเอนเซอร์อย่าง Kylie Jenner ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ B2C แบรนด์นี้ผลิตสินค้าเอง และจำหน่ายตรงให้ลูกค้าผ่านร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง
Allbirds
Allbirds เป็นแบรนด์รองเท้าแนว direct-to-consumer (DTC) ที่ขายสินค้าตรงถึงลูกค้าผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าปลีกบางแห่ง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบหน้าร้านควบคู่ไปด้วย
Bombas
Bombas เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ผลิตสินค้าเองทั้งหมด และเลือกขายตรงให้ผู้บริโภคผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของแบรนด์ โดยไม่เน้นขายส่งให้ธุรกิจอื่น ทำให้ควบคุมทั้งแบรนด์ ประสบการณ์ลูกค้า และความสัมพันธ์กับผู้ซื้อได้โดยตรง
จากธุรกิจสู่ธุรกิจ B2B
เมื่อธุรกิจหนึ่งขายสินค้าให้กับอีกธุรกิจหนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ รูปแบบนี้เรียกว่าอีคอมเมิร์ซแบบ Business to Business (B2B)
เว็บไซต์ B2B มักออกแบบประสบการณ์การซื้อมาเพื่อรองรับออเดอร์ขนาดใหญ่ เช่น การสั่งซื้อครั้งละหลายร้อยหรือหลายพันชิ้น ไม่ใช่แค่ 1–10 ชิ้นแบบลูกค้าทั่วไป นอกจากนี้ยังมักมาพร้อมการดูแลลูกค้าในระดับที่ใกล้ชิดกว่า (white glove service) รวมถึงตัวเลือกในการสั่งผลิตหรือปรับแต่งสินค้าให้ตรงตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ
จุดเด่นสำคัญของอีคอมเมิร์ซประเภทนี้คือ ไม่จำเป็นต้องมีลูกค้าจำนวนมากก็สามารถสร้างรายได้ในระดับเดียวกับแบรนด์ B2C ได้ ลูกค้า B2B เพียงรายเดียวมักสั่งซื้อซ้ำและมีมูลค่าออเดอร์สูง ทำให้ใช้งบการตลาดน้อยลงในการปิดการขาย แม้อัตรากำไรต่อชิ้นจะต่ำกว่า (สินค้าขายส่งมักมีมาร์จิ้นราว 20%–50%) แต่ก็ชดเชยได้ด้วยปริมาณการขายที่มากขึ้น
ตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ B2B
Costco
หน้าสินค้าของสินค้าขายดีของ Costco ตั้งแต่อุปกรณ์ออกกำลังกายไปจนถึงกระดิ่งหน้าบ้าน
Costco เป็นตัวอย่างของธุรกิจแบบ B2B โดยบริษัทจะซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์เพื่อนำมาขายต่อให้กับธุรกิจอื่น ผ่านคลังสินค้าสำหรับสมาชิกธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 800 แห่งทั่วโลก
Alibaba
Alibaba คือมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ที่เชื่อมผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน ซัพพลายเออร์จะลงขายสินค้าในราคาต่อหน่วยที่ต่ำ และเน้นขายแบบยกล็อตหรือปริมาณมาก แบรนด์สาย DTC จำนวนมากจึงเลือกซื้อสต็อกจาก Alibaba เพื่อนำไปขายต่อบนเว็บไซต์ของตัวเองในราคาที่บวกเพิ่มขึ้น
HubSpot
HubSpot เป็นบริษัทที่จำหน่ายซอฟต์แวร์ด้านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ให้กับองค์กรและธุรกิจต่าง ๆ เนื่องจากซอฟต์แวร์ของ HubSpot ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป จึงจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ B2B อย่างชัดเจน
จากผู้บริโภคสู่ผู้บริโภค C2C
ธุรกิจแบบ Consumer to Consumer (C2C) คือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคขายสินค้าของตัวเองให้กับผู้บริโภครายอื่นได้โดยตรง มักอยู่ในรูปแบบมาร์เก็ตเพลสที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ไม่ใช่ผู้ขายสินค้าเอง
ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอีคอมเมิร์ซแบบ C2C คือ eBay ซึ่งใครก็ตามสามารถนำของใช้มือสองหรือของที่ไม่ใช้แล้วมาลงขายให้คนอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นธุรกิจอย่างเป็นทางการ
ในช่วงเวลานานที่ผ่านมา ธุรกิจ C2C มีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากตลาดถูกครอบครองโดยแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง eBay และ Etsy รวมถึงทางเลือกฟรีอย่าง Craigslist และ Facebook Marketplace
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจ C2C รุ่นใหม่เกิดขึ้นมากขึ้น โดยชูจุดขายเรื่องประสบการณ์ที่เฉพาะทางกว่าเดิม เช่น โฟกัสเฉพาะสินค้าบางประเภท ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย หรือการดูแลกระบวนการซื้อขายให้ใช้งานง่ายและปลอดภัยมากขึ้น
ตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ C2C
Vinted
สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมที่วางขายบน Vinted เช่น แบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton
Vinted เป็นแอปมือถือที่ทำหน้าที่เชื่อมผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน โดยแพลตฟอร์มนี้ไม่เปิดให้ธุรกิจเข้ามาขายสินค้า ผู้ที่สามารถลงขายได้มีเฉพาะบุคคลทั่วไปเท่านั้น และเป็นการขายตรงระหว่างผู้ใช้งานด้วยกันเอง
Poshmark
Poshmark เป็นมาร์เก็ตเพลสบนมือถืออีกรายหนึ่งที่โฟกัสด้านแฟชั่น ผู้ใช้งานสามารถนำเสื้อผ้ามือสองของตัวเองมาอัปโหลดและขายให้กับผู้ซื้อรายอื่นได้โดยตรง
Craigslist
Craigslist ถือเป็นหนึ่งในมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ยุคแรก ๆ ที่ได้รับความนิยม มีระบบประกาศซื้อขายแยกตามพื้นที่ เพื่อเชื่อมคนในชุมชนเดียวกันเข้าด้วยกัน และครอบคลุมทั่วสหรัฐอเมริกา จึงเหมาะมากสำหรับคนที่อยากขายของใช้ส่วนตัวให้กับคนในพื้นที่ใกล้เคียง
จากผู้บริโภคสู่ธุรกิจ C2B
อีคอมเมิร์ซแบบ Consumer to Business (C2B) คือโมเดลที่ทำงานแบบกลับด้าน จากอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม กล่าวคือ แทนที่ธุรกิจจะเป็นฝ่ายขายสินค้าให้ลูกค้า ผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายนำสินค้าหรือบริการของตัวเองไปขายให้กับธุรกิจแทน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแบรนด์อย่าง LuxeCollective ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นลักชัวรีที่รับซื้อสินค้าจากผู้บริโภคโดยตรง แทนการสต็อกสินค้าจากซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตรายอื่น
นอกจากสินค้าที่จับต้องได้แล้ว โมเดล C2B ยังครอบคลุมถึงสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น การขายสิทธิ์ในภาพถ่าย คอนเทนต์ดิจิทัล หรือบริการฟรีแลนซ์ต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคนำเสนอให้ธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนจัดอยู่ในประเภทอีคอมเมิร์ซแบบ C2B ทั้งสิ้น
ตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ C2B
Upwork
บริการรับจ้างต่าง ๆ บน Upwork เช่น งานพัฒนาและไอที งานการเงินและบัญชี รวมถึงงานขายและการตลาด
Upwork เป็นมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ที่เน้นด้านบริการระดับมืออาชีพ โดยธุรกิจจะเข้ามาเพื่อจ้างฟรีแลนซ์ ขณะที่บุคคลทั่วไปนำทักษะของตัวเองมาขาย ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ งานเขียน โปรแกรมมิ่ง วิศวกรรม หรือการถ่ายภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้โมเดล C2B
Airbnb
Airbnb เป็นแพลตฟอร์มให้เช่าที่พักที่ไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ของตัวเอง แทนที่จะซื้อหรือเช่าที่พักจากธุรกิจอื่น ผู้คนทั่วไปสามารถนำบ้านหรือที่พักของตนมาลงประกาศบนแพลตฟอร์มได้ จึงถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจแบบ C2B
Shutterstock
Shutterstock เป็นเว็บไซต์ขายภาพสต็อกที่จ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้สร้างผลงานเพื่อนำรูปภาพมาลงขาย รูปแบบการแลกเปลี่ยนเงินและบริการจึงเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิม ทำให้ Shutterstock จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ C2B เช่นกัน
จากธุรกิจสู่หน่วยงานราชการ B2A
อีคอมเมิร์ซแบบ Business to Administration (B2A) คือโมเดลที่ธุรกิจทำธุรกรรมหรือขายสินค้าและบริการให้กับหน่วยงานภาครัฐ ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ที่ขายระบบบัญชีให้กับ Internal Revenue Service โมเดลที่ใช้ก็คือ B2A ด้วยเหตุนี้ B2A จึงมักถูกเรียกอีกชื่อว่า Business to Government (B2G)
บริษัทที่ใช้โมเดล B2A มักมีมูลค่าออเดอร์ต่อดีลค่อนข้างสูง แต่กระบวนการขายจะยาวกว่า มีขั้นตอนและกฎระเบียบจำนวนมากเกี่ยวกับสิ่งที่หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อได้ อีกทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันของหลายประเทศ ทำให้การขออนุมัติและปิดดีลไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการขาย การประสานงาน และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของโมเดลนี้คือไม่จำเป็นต้องมีลูกค้าจำนวนมาก ธุรกิจสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้จากสัญญาภาครัฐเพียงไม่กี่ราย ต่างจากโมเดล B2C ที่ต้องมีลูกค้านับพันรายเพื่อให้ได้รายได้ในระดับเดียวกัน
ตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ B2A
ซอฟต์แวร์ราชการ
OpenGov เป็นธุรกิจ B2A ที่ขายซอฟต์แวร์ให้กับหน่วยงานราชการ
OpenGov เป็นตัวอย่างของธุรกิจแบบ B2A ที่พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อขายให้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่มักไม่มีงบประมาณหรือทรัพยากรเพียงพอในการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง จึงเลือกซื้อเครื่องมือที่พร้อมใช้งานจากผู้ให้บริการ B2A อย่าง OpenGov เพื่อนำไปใช้งานได้ทันที
การเรียนการสอนทางไกล
สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียน บางครั้งถูกจัดอยู่ในกลุ่มหน่วยงานด้านการบริหารเช่นกัน บริษัทที่ขายสินค้า ซอฟต์แวร์ หรือบริการให้กับสถาบันเหล่านี้ มักถูกจัดอยู่ในโมเดล C2A (Consumer to Administration)
ประกันสุขภาพ
หลายบริษัทเสนอประกันสุขภาพเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน ธุรกิจประกันเหล่านี้ต้องทำงานประสานระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ ทำให้รูปแบบการดำเนินงานเข้าข่ายโมเดล B2A เช่นกัน
จากลูกค้าสู่หน่วยงานราชการ C2A
โมเดล Customer to Administration (C2A) ทำงานในลักษณะใกล้เคียงกับ B2A แต่ความแตกต่างหลักคือ ผู้ที่ทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐไม่ใช่บริษัทหรือองค์กรธุรกิจ (เช่น LLC) แต่เป็นประชาชนหรือผู้บริโภคโดยตรง
ในโมเดลนี้ ลูกค้าจะเป็นฝ่ายชำระเงินหรือใช้บริการของหน่วยงานรัฐโดยตรง เช่น ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าบริการภาครัฐ หรือบริการออนไลน์ที่รัฐเปิดให้ประชาชนเข้าถึงผ่านระบบดิจิทัล
ตัวอย่างอีคอมเมิร์ซ C2A
ภาษีเงินได้
กรมสรรพากรเป็นตัวอย่างของธุรกิจ C2A
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ C2A คือภาษีเงินได้ เนื่องจากบุคคลจ่ายภาษีเงินได้ให้กับกรมสรรพากร เงินจึงถูกโอนในทิศทางตรงกันข้าม
การชำระคืนเงินกู้นักศึกษา
เมื่อผู้คนชำระคืนเงินกู้นักศึกษา เงินจะถูกโอนจากบุคคลไปยังสถาบันการศึกษา ทำให้เป็นธุรกิจ C2A
วิธีเลือกรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้เหมาะกับคุณ
1. ศึกษากลุ่มเป้าหมายของคุณให้ชัด
ธุรกิจที่ดีมักเริ่มจากคน ไม่ใช่สินค้า เข้าใจปัญหา ความต้องการ หรือสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญ แล้วค่อยให้สิ่งนั้นนำทางการเลือกสินค้า เช่น หากคุณสนใจช่วยคุณแม่มือใหม่ดูแลสุขภาพด้วยอาหารออร์แกนิก ลองเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ แล้วตั้งคำถามอย่างเช่น:
- พวกเขาชอบเลือกซื้ออาหารเอง หรือแค่อยากซื้อให้จบ ๆ ไป
- ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของเมนู หรือความสม่ำเสมอ
- ชอบซื้อแบบยกแพ็ก/ยกล็อตหรือไม่
- ซื้อของเดิมซ้ำ ๆ หรือเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
- ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าพรีเมียมหรือไม่
คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่า ควรมีสินค้าแค่ชิ้นเดียวหรือหลายชิ้น เหมาะกับโมเดลสมาชิก (subscription) หรือไม่ และสามารถรับโมเดลที่มาร์จิ้นต่ำกว่า เช่น มาร์เก็ตเพลสหรือดรอปชิปปิ้งได้หรือเปล่า
2. มองภาพธุรกิจที่คุณอยากทำแบบเป็นจริง
เจ้าของธุรกิจใหม่มักมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อต้องเลือกรูปแบบอีคอมเมิร์ซ ควรมองแบบรอบคอบและตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้น
บางโมเดล เช่น B2B หรือ B2A ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูง และใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเดินได้ ขณะที่บางโมเดลอย่างขายส่งหรือ C2C จะพึ่งพาความสัมพันธ์กับคู่ค้าและเครือข่ายเป็นหลัก
การประเมินความพร้อมของตัวเอง ทั้งเรื่องเงินลงทุน ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ และทรัพยากรที่มี จะช่วยให้คุณเลือกรูปแบบธุรกิจได้อย่างไม่หลงทาง
3. วิเคราะห์ทักษะของตัวเอง
ธุรกิจที่แข็งแรงมักมี “ความได้เปรียบในการแข่งขัน” และจุดนั้นมักเริ่มจากตัวเจ้าของเอง ทักษะที่คุณถนัดที่สุดอาจเป็นคำตอบของโมเดลที่เหมาะกับคุณ เช่น:
- ถ้าคุณเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้าในอุตสาหกรรมของตัวเอง DTC อาจเหมาะ
- ถ้าคุณเก่งด้านแบรนด์หรือโซเชียลมีเดีย white label หรือ private label อาจตอบโจทย์
- ถ้าคุณเด่นเรื่องประสบการณ์ลูกค้า ตั้งแต่เว็บไปถึงแพ็กของ dropshipping หรือ marketplace อาจเหมาะ
- ถ้าคุณมีต้นทุนที่ได้เปรียบกว่าคนอื่น B2C แบบขายส่งอาจเป็นทางเลือกที่ดี
การเลือกรูปแบบธุรกิจที่สอดคล้องกับตลาด ความเป็นจริง และทักษะของตัวเอง จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้มั่นคง และขยายต่อได้ง่ายในระยะยาว
ก้าวต่อไปกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณ
ปัจจุบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซถือว่าเติบโตและมีความหลากหลายสูง มีแนวทางและโมเดลธุรกิจให้เลือกมากมาย นั่นหมายความว่ามีตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วให้คุณศึกษาและนำมาปรับใช้ได้
เมื่อคุณเข้าใจประเภทอีคอมเมิร์ซ ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการรู้จักกลุ่มเป้าหมายและศักยภาพของตัวเอง คุณจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่ารูปแบบธุรกิจแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด ไม่ว่าจะเป็น B2B, B2C หรือการผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน
หลังจากเลือกประเภทอีคอมเมิร์ซที่ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและลูกค้าแล้ว ขั้นต่อไปคือการเลือกรูปแบบธุรกิจที่อยู่ภายในกลุ่มนั้น ไม่ว่าจะเป็นโมเดลสมาชิก การสร้างแบรนด์ของตัวเอง หรือแนวทางอื่น ๆ โอกาสมีให้เลือกมากมาย อยู่ที่ว่าคุณจะหยิบแบบไหนมาใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทของอีคอมเมิร์ซ
ประเภทอีคอมเมิร์ซ มีอะไรบ้าง?
- ธุรกิจสู่ผู้บริโภค (B2C)
- ธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B)
- ผู้บริโภคสู่ผู้บริโภค (C2C)
- ผู้บริโภคสู่ธุรกิจ (C2B)
- ธุรกิจสู่หน่วยงานราชการ (B2A)
- ผู้บริโภคสู่หน่วยงานราชการ (C2A)
อีคอมเมิร์ซประเภทไหนดีที่สุด?
- ขายตรงสู่ผู้บริโภค
- ขายส่ง
- ดรอปชิปปิ้ง
- ไพรเวทเลเบล
- การสมัครสมาชิก
คุณจะเริ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้ยังไง?
- เลือกรูปแบบธุรกิจ ตัดสินใจว่าจะเปิดร้านค้าออนไลน์เอง ใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูป หรือพัฒนาระบบเฉพาะ
- เลือกสินค้าหรือบริการ ศึกษาตลาดและตัดสินใจว่าจะขายอะไร
- สร้างเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ลูกค้า และดูน่าเชื่อถือ
- ตั้งค่าการชำระเงิน เลือกวิธีรับเงินที่ปลอดภัย เช่น PayPal บัตรเครดิต หรือช่องทางอื่น ๆ
- โปรโมตธุรกิจ ใช้โซเชียลมีเดีย อีเมลมาร์เก็ตติ้ง SEO และวิธีอื่น ๆ เพื่อดึงทราฟฟิก
- ติดตามและปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนายอดขาย การบริการลูกค้าและกลยุทธ์โดยรวม


