ช่วงเวลาที่ลูกค้ากด “เพิ่มลงตะกร้า” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางการซื้อ เพราะเป็นจังหวะที่การเลือกดูสินค้าเริ่มเปลี่ยนไปสู่โอกาสในการตัดสินใจซื้อจริง การเลือกระบบระบบตะกร้าสินค้าที่เหมาะสมและการออกแบบขั้นตอนเช็กเอาต์ให้ลื่นไหล มีบทบาทสำคัญในการลดการหลุดออกของลูกค้า และสร้างประสบการณ์การซื้อที่ดีตลอดทั้งกระบวนการ
คอนเทนต์หน้านี้ เราจะอธิบายความหมายของระบบตะกร้าสินค้าสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แนวทางการเพิ่มระบบตะกร้าสินค้าให้กับเว็บไซต์ และปัจจัยที่ควรพิจารณาในการ การเลือกระบบระบบตะกร้าสินค้า เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบร้านค้าและพฤติกรรมของลูกค้า
ระบบตะกร้าสินค้าอีคอมเมิร์ซคืออะไร?
ระบบตะกร้าสินค้าอีคอมเมิร์ซคือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ลูกค้าเลือก เก็บ และจัดการสินค้าก่อนการสั่งซื้อ โดยลูกค้าสามารถเพิ่มสินค้า ปรับจำนวน และตรวจสอบราคารวมได้ทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการการเลือกระบบระบบตะกร้าสินค้าในเว็บขายของออนไลน์
ประเภทของระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์
ระบบตะกร้าสินค้าอีคอมเมิร์ซมีหลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจและระดับความพร้อมด้านเทคนิคที่แตกต่างกัน
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ SaaS
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ SaaS เป็นเครื่องมือบนคลาวด์ที่ธุรกิจสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ในเครื่อง ระบบทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตในลักษณะเดียวกับเว็บไซต์
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ SaaS เป็นเครื่องมือบนคลาวด์ที่ธุรกิจสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ในเครื่อง ระบบทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตในลักษณะเดียวกับเว็บไซต์
ตะกร้าช้อปปิ้งแบบโฮสต์
ตะกร้าช้อปปิ้งแบบโฮสต์มีลักษณะคล้ายกับตะกร้าแบบ SaaS บริษัทจะจัดการตะกร้าสำหรับคุณบนเซิร์ฟเวอร์ของพวกเขา
คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการอัปเดตซอฟต์แวร์หรือการแก้ไขปัญหา—บริษัทโฮสติ้งจะดูแลสิ่งเหล่านั้น ตะกร้าเหล่านี้มักจะมีเทมเพลตที่ปรับแต่งได้และการประมวลผลการชำระเงินที่รวมอยู่
ระบบตะกร้าสินค้าแบบโฮสต์
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ Hosted มีลักษณะคล้ายกับแบบ SaaS โดยผู้ให้บริการจะเป็นผู้ดูแลระบบตะกร้าสินค้าให้คุณบนเซิร์ฟเวอร์ของเขาเอง
คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการอัปเดตซอฟต์แวร์หรือการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค เพราะผู้ให้บริการโฮสติ้งจะจัดการให้ทั้งหมด ระบบตะกร้าสินค้าประเภทนี้มักมาพร้อมเทมเพลตที่ปรับแต่งได้ และระบบชำระเงินที่เชื่อมต่อไว้เรียบร้อยแล้ว
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ Self-hosted
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ Self-hosted เปิดโอกาสให้ธุรกิจควบคุมดีไซน์และฟีเจอร์ได้มากกว่า โดยคุณต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ระบบตะกร้าสินค้าบนเซิร์ฟเวอร์หรือคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
แม้จะปรับแต่งได้อย่างอิสระสูงสุด แต่คุณจะต้องรับผิดชอบเรื่องการดูแลระบบ การอัปเดต และการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ระบบตะกร้าสินค้าแบบนี้จึงเหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ขายที่มีโครงสร้างเทคโนโลยีซับซ้อน
ระบบตะกร้าสินค้าแบบโอเพนซอร์ส
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ Open-source สามารถใช้งานได้ฟรี และเปิดให้ผู้ที่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดสามารถแก้ไขหรือพัฒนาต่อได้ ซอฟต์แวร์เหล่านี้ถูกพัฒนาโดยชุมชนนักพัฒนาที่ร่วมกันแบ่งปันผลงาน
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ Open-source อาจติดตั้งใช้งานแบบ Self-hosted หรือใช้งานร่วมกับบริการโฮสติ้งก็ได้ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัดและยอมลงทุนเวลาในการตั้งค่าร้านค้า อย่างไรก็ตาม หากต้องการปรับแต่งในระดับลึก อาจจำเป็นต้องจ้างนักพัฒนาเพิ่มเติม
เลือกระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ยังไงให้เหมาะกับธุรกิจ?
เมื่อศึกษาตัวเลือกของระบบตะกร้าสินค้า สำหรับร้านค้าออนไลน์ของคุณ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
ราคา
งบประมาณเป็นปัจจัยหลักในการเลือกระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ แต่ไม่ใช่แค่การเลือกตัวที่ราคาถูกที่สุดเท่านั้น บางครั้งตัวเลือกที่ถูกที่สุดอาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจในระยะยาว
ระบบตะกร้าสินค้าแบบ Self-hosted มักมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า แต่ก็มักมีฟังก์ชันจำกัดเมื่อเทียบกับระบบที่ครบครันอย่าง Shopify อีกทั้งยังต้องลงทุนด้านทรัพยากรทางเทคนิคสำหรับการพัฒนาและดูแลระบบ
มื่อตรวจสอบเรื่องราคา ควรพิจารณาองค์ประกอบต่อไปนี้
- ค่าบริการรายเดือน
- ค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงิน
- ข้อกำหนดขั้นต่ำของปริมาณธุรกรรม
- ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน
- ค่าธรรมเนียมการยกเลิกหรือยุติสัญญาก่อนกำหนด
การเชื่อมต่อระบบ
มองหาระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรองรับการขยายในอนาคต ธุรกิจออนไลน์มักเติบโตและซับซ้อนขึ้นตามเวลา ดังนั้นระบบตะกร้าสินค้าและโซลูชันต่าง ๆ ควรสามารถปรับตัวและขยายตามธุรกิจของคุณได้
รูปแบบการชำระเงินที่รองรับ
เลือกระบบตะกร้าสินค้าที่รองรับวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น
- บัตรเดบิตและบัตรเครดิต
- กระเป๋าเงินดิจิทัล
- PayPal
- บริการผ่อนชำระแบบซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (Buy now, pay later)
การมีตัวเลือกการชำระเงินเพิ่มเติมสามารถช่วยเพิ่มทั้งอัตราการแปลงและมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV) ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ขายที่ใช้ Shop Pay Installments ประมาณหนึ่งในสี่สามารถเพิ่ม AOV ได้เป็นสองเท่า เมื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าแบ่งชำระเป็นรายเดือน ทางเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค
การปรับแต่ง
ความสามารถในการปรับหน้าตาและประสบการณ์การใช้งานของระบบตะกร้าสินค้าให้สอดคล้องกับแบรนด์และเหมาะกับผู้ใช้งานเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก มีการประเมินว่ามูลค่าออเดอร์ที่สูญเสียไปกว่า 260 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.1 ล้านล้านบาท) สามารถกู้คืนได้ด้วยการออกแบบขั้นตอนเช็กเอาต์และประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีกว่า
ควรพิจารณาลดจำนวนขั้นตอนในกระบวนการเช็กเอาต์ เพื่อลดแรงเสียดทานในการสั่งซื้อ ระบบตะกร้าสินค้าอีคอมเมิร์ซอย่าง Shop Pay ที่มีฟีเจอร์เช็กเอาต์แบบคลิกเดียว ช่วยทำให้ขั้นตอนง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะตัดสินใจ
ตัวเลือกการจัดส่ง
ค่าจัดส่งที่สูงเกินไปเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการทิ้งตะกร้าสินค้า เลือกระบบตะกร้าสินค้าอีคอมเมิร์ซที่สามารถปรับแต่งตัวเลือกการจัดส่งได้ และเปิดให้ลูกค้าเลือกวิธีจัดส่งที่ต้องการเอง
สำหรับการสั่งซื้อระหว่างประเทศ ค่าอากรและภาษีที่ไม่คาดคิดก็อาจทำให้ลูกค้าทิ้งตะกร้าได้เช่นกัน จึงควรบริหารจัดการเรื่องภาษีและแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจน ระบบตะกร้าสินค้าควรแสดงค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างโปร่งใส เพราะลูกค้าจำนวนมากละทิ้งตะกร้าเนื่องจากไม่สามารถคำนวณราคารวมได้ตั้งแต่ต้น
ประสบการณ์ของผู้ใช้
ประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) หมายถึงความง่ายในการที่ลูกค้าจะโต้ตอบกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รวมถึงระบบตะกร้าสินค้า ด้วย ประสบการณ์ที่ออกแบบมาอย่างดีส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการซื้อ และการกลับมาซื้อซ้ำในอนาคต
มองหาระบบตะกร้าสินค้าที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถ
- เพิ่มและลบสินค้าได้อย่างง่ายดาย
- ตรวจสอบราคารวมได้ชัดเจน
- ชำระเงินได้อย่างปลอดภัยและสะดวก
- สลับไปมาระหว่างหน้าร้านและตะกร้าสินค้าได้อย่างลื่นไหล
ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และส่งผลดีต่ออัตรา Conversion rate
การวิเคราะห์
ซอฟต์แวร์ eCommerce Shopping Cart สามารถติดตาม รวบรวม และแสดงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าและยอดขาย ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลแสดงให้เห็นอัตราการทิ้งตะกร้าสินค้าสูง อาจบ่งชี้ว่าขั้นตอนเช็กเอาต์ซับซ้อนเกินไป หรือมีค่าจัดส่งที่ไม่คาดคิด นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เพื่อปรับปรุงระบบตะกร้าสินค้าและประสบการณ์อีคอมเมิร์ซโดยรวมอย่างต่อเนื่อง
5 ซอฟต์แวร์ตะกร้าสินค้าที่ดีที่สุดสำหรับอีคอมเมิร์ซ
การเลือกระบบตะกร้าสินค้าที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กของคุณมีความสำคัญทั้งในวันนี้และอนาคต เพราะการนำเทคโนโลยีธุรกิจมาใช้ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงาน และการเปลี่ยนแพลตฟอร์มในภายหลังอาจเป็นเรื่องที่เสียเวลา มีค่าใช้จ่ายสูง และสร้างความเครียดได้
1. Shopify
Shopify มาพร้อมระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ที่ผ่านมาตรฐาน PCI-DSS ระดับ 1 เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้น ร้านค้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว และธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต ระบบรองรับการชำระเงินโดยตรงผ่านการเข้ารหัสแบบ SSL โดยไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีจากผู้ให้บริการภายนอก
Shopify รองรับเกตเวย์การชำระเงินมากกว่า 100 ราย และออกแบบมาเพื่อการขายข้ามประเทศ รองรับมากกว่า 50 ภาษา การตั้งค่าอัตราภาษี และหลายสกุลเงิน ระบบตะกร้าสินค้ายังถูกปรับให้เหมาะกับการขายบนมือถือ เหมาะสำหรับผู้ขายที่ให้ความสำคัญกับการช้อปปิ้งออนไลน์
ในด้านการจัดส่ง ระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ของ Shopify เปิดให้ตั้งค่าอัตราค่าจัดส่งได้หลายรูปแบบ เช่น ราคาเหมาจ่าย แบบขั้นบันได อิงตามพื้นที่ หรืออิงตามน้ำหนัก หากใช้แพ็กเกจ Advanced จะสามารถใช้อัตราค่าจัดส่งอัตโนมัติจากผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ เช่น UPS, USPS และ FedEx ได้
เครื่องมือการตลาดของ Shopify ช่วยให้คุณส่งอีเมลแจ้งเตือนการทิ้งตะกร้าสินค้าแบบอัตโนมัติ และสร้างโปรไฟล์ลูกค้าที่บันทึกข้อมูลการชำระเงินไว้ เพื่อให้ขั้นตอนเช็กเอาต์รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น
Shop Pay Checkout ถือเป็นระบบเช็กเอาต์ที่เร็วและมีอัตราการแปลงสูง โดยเว็บไซต์ที่ใช้ Shop Pay มีอัตราการแปลงสูงกว่าระบบเช็กเอาต์ทั่วไปประมาณ 1.91 เท่า
คุณสามารถขยายการใช้งาน Shopify ได้ด้วยการเพิ่ม Shopify Buy Button ไปยังเว็บไซต์อื่น เช่น บล็อก หน้าแลนดิ้งเพจ หรือร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น เพื่อสร้างประสบการณ์เช็กเอาต์ที่สอดคล้องกันในทุกช่องทาง
Shopify ยังมาพร้อมเครื่องมือบริหารธุรกิจแบบครบวงจร ครอบคลุมการจัดการร้านค้า การขาย การตลาด และการดำเนินงาน พร้อมแอปเสริมจากบุคคลที่สามนับพันรายการใน Shopify App Store ช่วยให้คุณสร้างระบบการทำงานที่เหมาะกับธุรกิจได้ทั้งออนไลน์และหน้าร้าน
สรุประบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ของ Shopify
- ราคา Basic Shopify 39 ดอลลาร์ต่อเดือน ประมาณ 1,365 บาทต่อเดือน ส่วน Advanced Shopify 399 ดอลลาร์ต่อเดือน ประมาณ 13,965 บาทต่อเดือน
- รูปแบบการชำระเงิน รองรับบัตรเครดิตและเดบิต กระเป๋าเงินดิจิทัล ระบบผ่อนชำระ และเกตเวย์การชำระเงินมากกว่า 100 ราย
- การชำระเงินระหว่างประเทศ รองรับการแปลงสกุลเงินอัตโนมัติ มากกว่า 50 ภาษา และการตั้งค่าภาษีตามประเทศ
- การเชื่อมต่ออีคอมเมิร์ซ Shopify Buy Button ใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นได้
- เครื่องมือธุรกิจ เชื่อมต่อกับเครื่องมือของ Shopify ได้อย่างไร้รอยต่อ และรองรับแอปเสริมจำนวนมาก
- ตัวเลือกการจัดส่ง อัตราค่าขนส่งอัตโนมัติสำหรับแพ็กเกจ Advanced ราคาเหมาจ่าย แบบขั้นบันได อิงพื้นที่ หรืออิงตามน้ำหนัก
- การปรับแต่งและตั้งค่า ดีไซน์และประสบการณ์การใช้งานสอดคล้องกับแบรนด์ของเว็บไซต์ Shopify
2. ShopWired
ShopWired ผสานระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์เข้ากับเครื่องมือสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซพื้นฐาน คุณสามารถสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ปรับดีไซน์ให้ตรงกับแบรนด์ และขายสินค้าผ่านหลายช่องทางได้
แพลตฟอร์มมีระบบเช็กเอาต์แบบสองคลิก และรองรับผู้ให้บริการเกตเวย์การชำระเงินมากกว่า 60 ราย อย่างไรก็ตาม ไม่มีแอปมือถือสำหรับใช้งานควบคู่ ซึ่งอาจทำให้การจัดการธุรกิจระหว่างเดินทางทำได้ยากขึ้น
ภาพรวมระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์ของ ShopWired
- ราคา Pro 29.95 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 1,050 บาท), Advanced 59.95 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 2,100 บาท), Premium 119.95 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 4,200 บาท) รับส่วนลด 20% เมื่อชำระรายปี ไม่มีค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรม ทดลองใช้งานฟรี 14 วัน และไม่มีสัญญาขั้นต่ำ
- รูปแบบการชำระเงิน รองรับบัตรเครดิตและเดบิต Apple Pay, Google Pay, PayPal, Klarna, Laybuy, Zip Pay Clearpay Stripe และเกตเวย์การชำระเงินมากกว่า 60 ราย
- การชำระเงินระหว่างประเทศ รองรับเกตเวย์การชำระเงินระหว่างประเทศมากกว่า 40 ราย ลูกค้าจะเห็นราคาสินค้าและค่าจัดส่งในสกุลเงินท้องถิ่นของตนเอง
- การเชื่อมต่ออีคอมเมิร์ซ Facebook Instagram Google Shopping eBay Etsy Amazon AliExpress
- การเชื่อมต่อเครื่องมือธุรกิจ Klaviyo QuickBooks TaxJar Reviews.io Veeqo Vend Xero และเครื่องมืออื่น ๆ
- ตัวเลือกการจัดส่ง ปรับโซนและอัตราค่าจัดส่งได้เอง ตั้งค่าจัดส่งฟรี และเพิ่มฟีเจอร์ผ่านแอปเสริม เชื่อมต่อกับ ShipStation ShippingEasy และ Shippo สำหรับการพิมพ์ใบปะหน้า
- การปรับแต่ง ดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานสอดคล้องกับแบรนด์ของร้านค้า
3. OpenCart
OpenCart เป็นตะกร้าอีคอมเมิร์ซแบบโอเพนซอร์สที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและทรัพยากรในการสร้างและปรับแต่งการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี แต่คุณจะต้องมีความรู้ทางเทคนิคในการสร้างตะกร้าช้อปปิ้งออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ
ตะกร้าช้อปปิ้งออนไลน์ของ OpenCart ในภาพรวม
- ราคา: ฟรี คุณจะต้องจ่ายค่าบริการโฮสติ้ง ส่วนขยายและธีม และการพัฒนาที่กำหนดเองใดๆ ที่จำเป็น
- ประเภทการชำระเงิน: บัตรเครดิตและบัตรเดบิต กระเป๋าเงินมือถือ Amazon Pay PayPal Klarna Afterpay การชำระเงินแบบรายเดือนก็มีให้บริการ
- การชำระเงินระหว่างประเทศ: ใช่ รองรับสกุลเงินทั่วโลกและมากกว่า 40 ภาษา
- การรวมระบบอีคอมเมิร์ซ: Amazon
- การรวมระบบเครื่องมือทางธุรกิจอื่นๆ: ส่วนขยายของบุคคลที่สามมากกว่า 13,000 รายการ Google Shopping Facebook Square PayPal Authorize.Net First Data LiqPay Skrill และอื่นๆ
- ตัวเลือกการจัดส่ง: การรวมระบบกับ Australia Post Citylink FedEx Parcelforce Royal Mail UPS USPS และอื่นๆ ส่วนขยาย OpenCart ของบุคคลที่สามมากมายมีให้บริการ บางรายการมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
- การปรับแต่ง: เสนอส่วนลด คูปอง และโปรโมชั่น ผู้ค้าสามารถปรับแต่งได้อย่างกว้างขวาง หากพวกเขามีทรัพยากรในการใช้แพลตฟอร์มอย่างเต็มที่
4. Weebly
Weebly เป็นเครื่องมือสร้างร้านค้าออนไลน์พื้นฐานที่มีตัวเลือกการกำหนดราคาที่เหมาะสม เป็นเจ้าของโดย Square ทำให้สามารถรวมเข้ากับแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของโดย Square ได้อย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม Weebly มีข้อจำกัด มันมีความสามารถน้อยกว่าตะกร้าช้อปปิ้งออนไลน์อื่นๆ ในด้านฟังก์ชันและการปรับแต่ง ความสามารถในการจ่ายได้มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น้อยลง
ตะกร้าช้อปปิ้งออนไลน์ของ Weebly ในภาพรวม
- ราคา: บัญชีทั่วไปใช้ฟรี, Personal 455 บาทต่อเดือน / 350 บาทต่อเดือนเมื่อชำระรายปี, Professional 560 บาทต่อเดือน / 420 บาทต่อเดือนเมื่อชำระรายปี, Performance 1,015 บาทต่อเดือน / 910 บาทต่อเดือนเมื่อชำระรายปี
- ประเภทการชำระเงิน: บัตรเครดิตและบัตรเดบิต Square, Stripe, PayPal, Apple Pay, Android Pay
- การชำระเงินระหว่างประเทศ: ขึ้นอยู่กับเกตเวย์การชำระเงิน
- การรวมระบบอีคอมเมิร์ซ: ไม่สามารถใช้งานได้ (Weebly เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ)
- การรวมระบบเครื่องมือทางธุรกิจอื่นๆ: ชุดเครื่องมือและการรวมระบบของ Square
- ตัวเลือกการจัดส่ง: คำนวณและแสดงค่าจัดส่งโดยอัตโนมัติตามน้ำหนัก จำนวนผลิตภัณฑ์ สถานที่ และผู้ให้บริการ
- การปรับแต่ง: การแก้ไขแบบลากและวางที่ใช้งานง่าย, เพิ่มฟิลด์สำหรับหมายเหตุของลูกค้า, เครื่องคิดเลขภาษีการขายอัตโนมัติ, สัญลักษณ์ความปลอดภัย, การกู้คืนตะกร้าที่ละทิ้ง
5. Ecwid
Ecwid แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นในรายการนี้ แม้จะมีเครื่องมือสร้างร้านค้าออนไลน์ในตัว แต่จุดเด่นหลักของ Ecwid คือการเปลี่ยนเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้อย่างรวดเร็ว
ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโค้ดก็สามารถเริ่มขายสินค้าออนไลน์ผ่านระบบตะกร้าสินค้า Ecwid ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับแบรนด์ที่กำลังเติบโต อาจพบว่าฟีเจอร์บางส่วนยังไม่ลึกเท่าที่ต้องการ
ตะกร้าช้อปปิ้งออนไลน์ของ Ecwid ในภาพรวม
- ราคา: เปิดร้านและเริ่มใช้งานได้ฟรี แพ็กเกจแบบชำระเงินเริ่มที่ 875 บาทต่อเดือน, 735 บาทต่อเดือนเมื่อชำระรายปี ไม่มีค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมเพิ่มเติม
- ประเภทการชำระเงิน: บัตรเครดิตและบัตรเดบิต Apple Pay Google Pay สกุลเงินดิจิทัล บัตรของขวัญ รหัสโปรโมชั่น
- การชำระเงินระหว่างประเทศ: รองรับสกุลเงินทั่วโลกอย่างเป็นทางการทั้งหมด
- การรวมระบบอีคอมเมิร์ซ: Ecwid WordPress Amazon Wix eBay
- การรวมระบบเครื่องมือทางธุรกิจอื่นๆ: MailChimp Google Ads Facebook Square Clover Vend Alice Instagram Google Shopping
- ตัวเลือกการจัดส่ง: ประเมินค่าจัดส่งโดยอัตโนมัติเมื่อมีการระบุสถานที่ของลูกค้า
- การปรับแต่ง: ขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง; ตั้งค่าจำนวนการซื้อขั้นต่ำ; แสดงหรือซ่อนส่วนท้ายของร้านค้า
การเลือกระบบตะกร้าสินค้าที่เหมาะสมสำคัญยังไง?
การเลือกซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดจะทำให้ประสบการณ์การใช้ตะกร้าช้อปปิ้งราบรื่น ซึ่งทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะทำการซื้อให้เสร็จสิ้นมากขึ้น ตะกร้าช้อปปิ้งเป็นจุดสัมผัสสุดท้ายก่อนที่ลูกค้าจะซื้อ ดังนั้นคุณจึงต้องการลดความเสี่ยงของการละทิ้งตะกร้าไว้ที่จุดนี้
ด้วยอัตราการละทิ้งตะกร้าเฉลี่ยที่ 70% การเลือกะบบตะกร้าสินค้าที่เหมาะสมสำหรับร้านของคุณสามารถช่วยให้คุณกู้คืนยอดขายที่สูญหายเหล่านี้ได้มากมายและเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน
นอกจากนี้ ตะกร้าช้อปปิ้งอีคอมเมิร์ซเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแปลงการขายออนไลน์ การรับการชำระเงิน และการประมวลผลธุรกรรม หากไม่มีสิ่งนี้ลูกค้าออนไลน์จะไม่มีวิธีในการเลือกสินค้าและชำระเงิน ทำให้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณเป็นเพียงเว็บไซต์ที่ไม่มีฟังก์ชันการขาย
ตะกร้าช้อปปิ้งออนไลน์สมัยใหม่ยังเก็บข้อมูลที่มีค่า ซึ่งคุณสามารถใช้สำหรับวัตถุประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การคาดการณ์ ไปจนถึงใช้เป็นกลยุทธ์การตั้งราคา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบตะกร้าสินค้า
ระบบตะกร้าสินค้าใน Shopify จะยังใช้งานได้นานแค่ไหน
ใน Shopify ตะกร้าสินค้าที่ถูกละทิ้งมักจะยังคงอยู่เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือนตามค่าเริ่มต้น หลังจากนั้นตะกร้าจะหมดอายุและรายการสินค้าจะถูกลบออก
Shopify ส่งอีเมลแจ้งเตือนการทิ้งตะกร้าอัตโนมัติหรือไม่
Shopify จะไม่ส่งอีเมลแจ้งเตือนการทิ้งตะกร้าโดยอัตโนมัติทันทีหลังติดตั้ง อย่างไรก็ตาม คุณสามารถตั้งค่าอีเมลแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติได้ง่าย ๆ ผ่านฟีเจอร์การกู้คืนคำสั่งซื้อที่ถูกทิ้งที่มีอยู่ในระบบ หรือใช้แอปเสริมจาก Shopify App Store
สามารถติดตามพฤติกรรมลูกค้าในระบบตะกร้าสินค้าได้หรือไม่
ได้ คุณสามารถติดตามพฤติกรรมลูกค้าในระบบตะกร้าสินค้าได้ผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่รวมถึง Shopify มีระบบ Analytics ในตัว ที่แสดงข้อมูลการเพิ่มสินค้า การลบสินค้า และความคืบหน้าในขั้นตอนเช็กเอาต์
ระบบตะกร้าสินค้าในอีคอมเมิร์ซคืออะไร
ระบบตะกร้าสินค้าในอีคอมเมิร์ซคือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้า หรือบันทึกรายการสินค้าที่ต้องการซื้อไว้รวมกัน เพื่อกลับมาซื้อในภายหลัง
ใครมีระบบตะกร้าสินค้าที่ดีที่สุด
Shopify ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีระบบตะกร้าสินค้าอีคอมเมิร์ซที่โดดเด่น โดยเฉพาะ Shop Pay ซึ่งเป็นระบบเช็กเอาต์ที่รวดเร็วและมีอัตราการแปลงสูงที่สุดในตลาด
ระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์มีค่าใช้จ่ายเท่าไร
ค่าบริการของระบบตะกร้าสินค้าออนไลน์มีตั้งแต่แบบใช้งานฟรี ไปจนถึงหลักหลายร้อยดอลลาร์ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และความสามารถที่ธุรกิจต้องการ
จะสร้างระบบตะกร้าสินค้าสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้อย่างไร
คุณสามารถสร้างระบบตะกร้าสินค้าสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ทั้งแบบ self-hosted และแบบ licensed โดยระบบแบบ self-hosted มีขั้นตอนน้อยกว่าและอาศัยการเชื่อมต่อเครื่องมือต่าง ๆ ส่วนระบบแบบ licensed จะถูกพัฒนาขึ้นมาเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจโดยตรง


