เพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ให้ของคุณ ถือเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องเรียนรู้ในฐานะผู้ประกอบการ
การตลาดสินค้าให้ได้ผลไม่ใช่เรื่องง่าย: คุณจะต้องหาลูกค้าใหม่ให้ได้ พร้อมกับรักษาลูกค้าเดิมให้อยู่กับคุณอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังต้องจัดการเวลา งบประมาณ และทรัพยากรให้ลงตัว
นี่คือจุดที่กลยุทธ์ที่ชัดเจนสามารถสร้างความแตกต่างได้ ในคู่มือนี้ คุณจะได้เรียนรู้ 19 เทคนิคที่พิสูจน์แล้วในการเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ พร้อมวิธีการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แต่ละเทคนิค รวมถึงการประมาณค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินการแต่ละข้อ
19 วิธีเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ
- ปรับแต่งโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของคุณให้โดดเด่น
- ร่วมมือกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์
- จัดโปรโมชันและการลดราคาผ่านแคมเปญ Flash Sale
- เขียนเนื้อหาบล็อกที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับ SEO
- ปรับแต่งคำอธิบายสินค้าให้ดึงดูด
- สร้างแบบทดสอบฟรี
- สร้างวิดีโอบน YouTube เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยม
- ใช้การเผยแพร่ข่าวสารเพื่อโฆษณาออนไลน์ฟรี
- สร้างจดหมายข่าวทางอีเมล
- ใช้แคมเปญ SMS
- ลงทะเบียนร้านของคุณบนเว็บไซต์โฆษณาฟรี
- ขยายไปยังตลาดออนไลน์
- ใช้แคมเปญโฆษณาผ่าน Google Ads
- จัดโปรแกรมการตลาดผ่านการแนะนำ
- ลงทะเบียนธุรกิจของคุณบนเว็บไซต์ที่รวบรวมรีวิว
- มุ่งเน้นตลาดในท้องถิ่น
- จัดกิจกรรมแจกของรางวัล
- รันแคมเปญ Retargeting
- สร้างและดูแลชุมชนออนไลน์
1. ปรับแต่งโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของคุณให้โดดเด่น
การตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือทรงพลังที่สามารถเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณได้ แต่ปัญหาคือ แพลตฟอร์มโซเชียลส่วนใหญ่ไม่ชอบเมื่อแบรนด์พาลูกค้าหลุดออกจากแพลตฟอร์มของตัวเอง
ตัวอย่างเช่น Instagram ที่อนุญาตให้มีลิงก์เดียวในชีวประวัติของโปรไฟล์เท่านั้น นั่นหมายความว่า คุณไม่สามารถส่งลูกค้าไปยังหน้าสินค้าเฉพาะของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณได้ ทำให้การทำแคมเปญโซเชียลแบบออร์แกนิกเพื่อเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์กลายเป็นเรื่องท้าทาย
แต่คุณสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยการใช้เครื่องมือ "ลิงก์ในโปรไฟล์" เพื่อสร้างหน้าแลนดิ้งที่แนะนำให้ลูกค้าไปเยี่ยมชมหน้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เช่น:
- หน้าสินค้าของสินค้าขายดี
- หน้าหมวดหมู่สินค้าที่ได้รับความนิยม
- เรื่องราวของแบรนด์
- หน้าแลนดิ้งที่มีอัตรา Conversion สูง
- โปรไฟล์โซเชียลมีเดียอื่นๆ
นอกจากนี้ยังสามารถใช้เครื่องมือ AI เช่น ChatGPT เพื่อช่วยในการร่างหรือปรับแต่งโปรไฟล์ให้สอดคล้องกับเสียงของแบรนด์และอธิบายให้ชัดเจนว่า สินค้าของคุณคืออะไร และใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ
2. ร่วมมือกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์
การใช้การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์สามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ โดยการดึงดูดผู้ชมจากฐานผู้ติดตามของครีเอเตอร์ที่มีอยู่แล้ว ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างหลักฐานทางสังคมที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของคุณได้ โดยการศึกษาพบว่า 69% ของผู้บริโภคไว้วางใจคำแนะนำจากอินฟลูเอนเซอร์
กุญแจสำคัญคือการค้นหาครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาซ้อนทับกับกลุ่มลูกค้าของคุณ คุณสามารถค้นหาพวกเขาได้จาก TikTok Creator Marketplace หรือผ่านการค้นหาบน Instagram หลังจากนั้น ควรตรวจสอบผู้สร้างเนื้อหาด้วยเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อระบุผู้ติดตามปลอมและการมีส่วนร่วมที่น่าสงสัยก่อนที่คุณจะตัดสินใจร่วมงาน เครื่องมืออย่าง HypeAuditor และ CreatorIQ ใช้การเรียนรู้ของ Machine Learning ในการประเมินความน่าเชื่อถือและความเข้ากันได้ของกลุ่มผู้ชม
วิธีการร่วมมือที่คุณสามารถทำได้ เช่น:
- ส่งสินค้าฟรีให้กับครีเอเตอร์
- ร่วมมือในการสร้างคอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากการจ่ายเงิน
- เชิญพวกเขามาเป็นพันธมิตร
- ให้ครีเอเตอร์รับหน้าที่ดูแลโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของแบรนด์
Richard Clew ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pants & Socks เป็นหนึ่งในเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเพิ่มการรับรู้ในแบรนด์ เขาได้ร่วมมือกับนักกีฬาชื่อดังหลายคน เช่น Jason Roy นักคริกเก็ตจากอังกฤษและซัสเซ็กซ์ และนักมวยระดับโลก Nick Campbell
“นี่เป็นวิธีที่ดีในการขยายการเข้าถึงของเรา เพราะแม้ว่าเราจะอยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่กลุ่มเป้าหมายของเราที่มุ่งไปที่ ผู้ชายอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็ยังค่อนข้างใหญ่” Richard กล่าว “กีฬาเป็นช่องทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับเราที่จะเข้าถึงกลุ่มอายุที่แตกต่างกันในกลุ่มเป้าหมายของเรา”
“กับนักกีฬาบางคนที่เราร่วมงานด้วย เราได้จัดแคมเปญสุดเจ๋งที่เปลี่ยนตำแหน่งของโลโก้เราในชุดกีฬา หรือยูนิฟอร์มของพวกเขา แล้วประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งมอบโค้ดส่วนลด 15% ถึง 20% ให้กับทุกคนที่สามารถระบุตำแหน่งของโลโก้ในเกม การแข่งขัน หรือทัวร์นาเมนต์ที่พวกเขาร่วมได้”
แคมเปญการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มักจะทำให้เกิดอัตราการแปลงที่สูงถึง 2.4% ถึง 3.2% ซึ่งดีกว่าอัตรา Conversion เฉลี่ยของร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่มีเพียง 1.4% แต่ Richard กล่าวเสริมว่า “บางครั้งที่เราลองแคมเปญนี้ เราได้เห็นการเพิ่มขึ้นของอัตราการแปลงสูงถึง 7% ถึง 8% ในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว”
3. จัดโปรโมชันและการลดราคาผ่านแคมเปญ Flash Sale
นักช้อปมักจะมองหาคูปองหรือส่วนลดก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ การเสนอส่วนลดสามารถช่วยให้คุณโดดเด่นจากความวุ่นวายในโซเชียลมีเดีย และยังเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ
ประเภทของโปรโมชันที่คุณสามารถทำได้ ได้แก่:
- ส่วนลดเปอร์เซ็นต์ เช่น ลด 20% ทุกรายการ
- Flash Sale แบบจำกัดเวลา เช่น “ลด 30% ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า”
- โปรโมชันส่งฟรี เช่น “ซื้อสินค้ามูลค่า $50 ขึ้นไป รับส่งฟรีในวันถัดไป”
- ชุดสินค้าพร้อมราคาพิเศษ ซึ่งรวมสินค้าสองชิ้นหรือมากกว่าในราคาที่ถูกกว่าการซื้อทีละชิ้น
- คูปองที่แจกในร้านค้าปลีก ซึ่งสามารถใช้ได้เฉพาะในเว็บไซต์ออนไลน์
Stephen Light ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบริษัทผลิตที่นอน Nolah แนะนำให้โปรโมตส่วนลดใน Facebook Groups: “Facebook เป็นแหล่งรวมของชุมชนส่วนตัวหลายพันกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมักมีสมาชิกที่มีความสนใจเฉพาะตัว การเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้ที่มุ่งเน้นไปที่ลูกค้าอีคอมเมิร์ซที่กำลังมองหาดีลเป็นกลยุทธ์ที่ดี”
“คุณสามารถเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์และยอดขายได้อย่างรวดเร็ว โดยการประกาศโปรโมชันในชุมชนเหล่านี้ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มเหล่านี้กำลังมองหาส่วนลดสำหรับสินค้า เทคนิคนี้รับประกันได้ว่าจะช่วยดึงดูดผู้ที่พร้อมจะซื้อเข้าสู่ร้านออนไลน์ของคุณ”
ใช้ AI เพื่อเร่งการสร้างคอนเทนต์โปรโมชันและทดสอบความไวต่อส่วนลด/ราคา ตัวอย่างเช่น Shopify Magic สามารถช่วยสร้างหัวข้อสำหรับอีเมลโปรโมชันโดยอัตโนมัติ และช่วยให้คุณแก้ไขข้อความในเนื้อหาให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น
4. เขียนเนื้อหาบล็อกที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับ SEO
คุณรู้ไหมว่าผู้ช้อปมักจะเริ่มต้นการค้นหาสินค้าผ่านเครื่องมือค้นหาต่างๆ เช่น Google? การทำ Search Engine Optimization (SEO) หรือการทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นอันดับสูงในผลการค้นหาบน Google เป็นกลยุทธ์การตลาดเนื้อหาที่สำคัญในการช่วยให้ร้านอีคอมเมิร์ซของคุณถูกพบเห็นง่ายขึ้น
การเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจและตอบโจทย์คำค้นหาของกลุ่มเป้าหมายเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการโดดเด่นจากคู่แข่ง หากคุณขายสาย Apple Watch ผ่านร้านออนไลน์ ตัวอย่างคำค้นที่คุณอาจใช้ได้ เช่น “สาย Apple Watch ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชาย” หรือ “Apple Watch กันน้ำไหม?”
เคล็ดลับการเขียนเนื้อหาบล็อกให้ติดอันดับ SEO:
- ฝังคำค้น (keywords) ใน meta tags alt text และหัวข้อ
- สร้างลิงก์ภายในที่พาผู้เยี่ยมชมไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในเว็บไซต์ของคุณ
- ใช้โครงสร้าง URL ที่สั้น ชัดเจนและอ่านง่าย
- แชร์บล็อกโพสต์บน ช่องทางโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มการเข้าถึง
- สร้าง backlinks จากเว็บไซต์ภายนอกไปยังเว็บไซต์ของคุณ
เครื่องมือ SEO ช่วยวิเคราะห์หน้าเว็บที่ติดอันดับสูง และแนะนำคำค้น หัวข้อ รวมถึงการปรับปรุงการอ่านง่ายของเนื้อหา ซึ่งช่วยลดเวลาการวิจัยได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น Semrush’s SEO Writing Assistant และ Clearscope ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์เนื้อหา
ตัวอย่างความสำเร็จ:
Illuminate Labs ใช้การตลาดเนื้อหาเป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการเข้าชมมายังร้าน Shopify ของพวกเขา โดย Calloway Cook ประธานบริษัทกล่าวว่า
"ในเดือนกรกฎาคม 2021 เราเริ่มใช้การตลาดเนื้อหาเป็นกลยุทธ์หลักในการดึงดูดการเข้าชมเว็บไซต์ของเรา เราเริ่มต้นด้วยการเผยแพร่บทความที่ผ่านการวิจัยอย่างดีในบล็อกของบริษัท Illuminate Health"
“ในเดือนนั้น เว็บไซต์ของเรามีการเข้าชมจากการค้นหาทั่วไปถึง 6 300 ครั้ง และหนึ่งปีหลังจากนั้นในกรกฎาคม 2022 เว็บไซต์ของเรามีการเข้าชมจากการค้นหาทั่วไปถึง 162 000 ครั้ง”
Illuminate Labs เผยแพร่เนื้อหาบล็อกที่ปรับแต่งแล้วในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
5. ปรับแต่งคำอธิบายสินค้าให้ดึงดูด
หน้าสินค้าของคุณเป็นหนึ่งในเนื้อหาที่มีค่าที่สุดบนเว็บไซต์ของคุณ และการปรับแต่งให้ดีขึ้นจะช่วยเพิ่มการเข้าชมและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
Kath Vaughn เจ้าของ Milk Tooth แบรนด์ของเล่นสำหรับเด็กกล่าวว่า
“การเข้าชมจากการค้นหาทั่วไป คือแหล่งสร้างยอดขายอันดับหนึ่งของฉัน เว็บไซต์ของฉันสามารถแข่งขันกับร้านของเล่นอื่นๆ ที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันกับ Milk Tooth เพราะฉันไม่ได้แค่คัดลอกคำอธิบายสินค้าทั่วไปที่ทุกคนทำกัน"
“ฉันใช้เวลาในการเขียนคำอธิบายสินค้าเอง และต้องยอมรับว่ามันใช้เวลานาน และในฐานะแม่คนหนึ่ง ฉันพยายามให้ข้อมูลเกี่ยวกับของเล่นที่อาจมีประโยชน์และน่าสนใจสำหรับพ่อแม่ อีกทั้งฉันยังพยายามอัพโหลดภาพสินค้าที่ไม่ซ้ำใครเพื่อใช้คู่กับภาพสินค้าสต็อก แม้ว่าจะใช้เวลาเยอะก็ตาม”
Kath เสริมว่า “สำหรับ 12 เดือนจนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2022 การเข้าชมจาก Google จากการค้นหาทั่วไปทำให้เกิดการสั่งซื้อมากกว่า 45% ของยอดทั้งหมดของ Milk Tooth โดยที่ฉันไม่ได้ลงโฆษณากับ Google เลยแม้แต่ครั้งเดียวในช่วงเวลานั้น”
คำบรรยายสินค้าของ Milk Tooth รวมถึงคำหลักที่กลุ่มเป้าหมายค้นหา เช่น “สัตว์ไม้ที่ทำด้วยมือ”
เคล็ดลับการเขียนคำอธิบายสินค้าให้ปัง:
- เขียนโดยคำนึงถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย: ใช้ภาษาที่ลูกค้าของคุณใช้
- อ้างอิงคำค้นที่ลูกค้าค้นหา: การเลือกคำค้นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าจะช่วยให้สินค้าของคุณถูกค้นพบง่ายขึ้น
- เพิ่มภาพสินค้าที่ยอดเยี่ยม: นอกจากภาพสินค้าสต็อกแล้ว การใช้ภาพจริงจากสินค้าของคุณจะทำให้สินค้าดูน่าสนใจและน่าเชื่อถือมากขึ้น
Shopify Magic เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยในการร่างคำอธิบายสินค้าด้วยเสียงและโทนของแบรนด์ของคุณ พร้อมให้คุณปรับแก้และเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว
6. สร้างแบบทดสอบฟรี
คนชอบเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง และแบบทดสอบฟรีคือเครื่องมือที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้พวกเขามีเหตุผลในการเข้าเยี่ยมชมร้านออนไลน์ของคุณ เป็นการเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ แถมยังช่วยเก็บอีเมลของลูกค้าไว้สำหรับการทำ Retargeting ในอนาคต ซึ่งทำให้ผู้เยี่ยมชมครั้งแรกกลายเป็นลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ
ยกตัวอย่างเช่น Wicked Edge แบรนด์ที่จำหน่ายเครื่องขัดมีด ใช้ Octane AI ในการทำแบบทดสอบให้ผู้ใช้เลือกสินค้าที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยผู้ใช้จะถูกถามถึงเหตุผลในการขัดมีดและความหนาของมีด จากนั้นจะถูกขอให้กรอกอีเมลเพื่อรับผลลัพธ์จากแบบทดสอบ
แบบสอบถามฟรีของ Wicked Edge ช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ครั้งแรกค้นหาสินค้าที่เหมาะสม
หลังจากที่ทำแบบทดสอบเสร็จสิ้น ผู้ใช้จะเห็น รายการสินค้าที่แนะนำ ที่เหมาะสมกับคำตอบของพวกเขา พร้อมปุ่ม Add to Cart ที่จะเติมสินค้าลงในตะกร้าช็อปปิ้งออนไลน์ทันที
Wicked Edge ใช้แบบทดสอบนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมในการเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดคือตัวแปรในการ แปลงผู้เยี่ยมชมเป็นลูกค้า โดยอัตรา conversion จากแบบทดสอบนี้อยู่ที่ 3.6% ซึ่งสูงกว่าอัตราการแปลงเฉลี่ยของเว็บไซต์ที่ 1.5% และยังมีมูลค่าเฉลี่ยของการสั่งซื้อที่สูงขึ้น 67% เมื่อเทียบกับผู้ที่ดูเนื้อหาปกติในเว็บไซต์
แม้ว่าไม่ทุกรายที่ทำแบบทดสอบจะซื้อสินค้า แต่คุณก็ยังได้ข้อมูลลูกค้าที่สามารถนำไปใช้ในการทำการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบเพื่อปรับแต่งการสื่อสาร ในครั้งต่อไป ทำให้คุณสามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่เฉพาะเจาะจงและนำลูกค้ากลับมาที่ร้านของคุณได้ง่ายขึ้น
7. สร้างวิดีโอบน YouTube เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยม
YouTube คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สามารถช่วยเพิ่มการเข้าชมร้านออนไลน์ของคุณ หากคุณสร้างวิดีโอเกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น โดยการทำการวิจัยตลาดและค้นหาหัวข้อที่กลุ่มเป้าหมายของคุณสนใจ จากนั้นเลือกฟอร์แมตที่น่าสนใจ เช่น คู่มือวิธีการ หรือ วิดีโอสอนการใช้งาน และอัปโหลดวิดีโอลงในช่อง YouTube ของธุรกิจคุณ
ใช้หน้า Trends ของ YouTube เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณกำลังค้นหาอะไร และใช้ฟีเจอร์ AI เช่น คำบรรยายอัตโนมัติ และ การแบ่งบท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและความสะดวกในการนำทาง อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเหล่านี้ด้วย
YouTube เป็นทั้ง เครื่องมือค้นหาและโซเชียลมีเดียที่ผสมผสานกัน ดังนั้นเพื่อเพิ่มโอกาสให้ตลาดเป้าหมายพบวิดีโอของคุณและtเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ ลองใช้แนวทาง SEO ของ YouTube ดังนี้:
- อัปโหลดภาพหน้าปกแบบกำหนดเอง ที่ดึงดูดให้ผู้ชมคลิกวิดีโอของคุณ
- เพิ่มแท็กวิดีโอ เพื่อบอก YouTube ว่าคำใดเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคุณ
- ใช้กล่องข้อความ เพลย์ลิสต์ และหน้าจอสุดท้าย เพื่อเพิ่มเวลาการดูวิดีโอ
- เขียนคำอธิบายวิดีโอที่รวมคำค้นหาที่ผู้ที่สนใจวิดีโอของคุณอาจจะค้นหา
- เปิดใช้งาน Shopify integration เพื่อให้ผู้ชมสามารถซื้อสินค้าได้จากร้านออนไลน์ของคุณโดยตรง
Best Price Nutrition คือหนึ่งในร้านออนไลน์ที่ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อดึงดูดลูกค้า โดย John Frigo ผู้จัดการอีคอมเมิร์ซของบริษัทกล่าวว่า:
“เราเป็นร้านขายวิตามินและอาหารเสริมกีฬา ดังนั้นเรามักจะสร้างวิดีโอที่ประกาศแบรนด์ใหม่ๆ สินค้าใหม่ที่กำลังออกมา รสชาติใหม่ๆ ของสินค้าเดิม และการรีวิวสินค้า”
“วิดีโอเหล่านี้มักจะติดอันดับสูงใน Google ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่เข้ามาดูวิดีโอเหล่านี้มักจะเป็นลูกค้าที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง”
John ยังเสริมว่า กลยุทธ์การตลาดผ่านวิดีโอของแบรนด์ช่วยให้ธุรกิจได้ผลลัพธ์ที่ดี:
“เราอัปโหลดวิดีโออย่างน้อย 2-3 วิดีโอทุกสัปดาห์ บางครั้งเราทำวิดีโอทุกวัน และโดยปกติแล้วมันช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเราได้ระหว่าง 200 บาท ถึง 500 บาท ต่อวัน”
Best Price Nutrition อัปโหลดวิดีโอที่เน้นเรื่องสินค้าเสริมอาหารลงในช่อง YouTube ของตัวเอง
8. ใช้การเผยแพร่ข่าวสารเพื่อโฆษณาออนไลน์ฟรี
การได้รับการเสนอข่าวจากเว็บไซต์ข่าวในอุตสาหกรรมหรือเว็บไซต์ที่รวบรวมสินค้าที่น่าสนใจ เช่น Uncrate เป็นวิธีหนึ่งในการโฆษณาร้านออนไลน์และเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณโดยไม่ต้องจ่ายเงินให้กับโฆษณาออนไลน์
นักข่าวมักจะมองหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมเขียนเนื้อหา ในการนี้คุณสามารถ หาคำขอจากนักข่าวที่กำลังมองหาผู้ให้ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Help a Reporter Out Help a B2B Writer หรือ Terkel และตอบกลับคำขอเหล่านั้นด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและนำเสนอแบรนด์ของคุณเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา
นอกจากนี้คุณยังสามารถขอเผยแพร่ฟรีด้วยการติดต่อนักข่าวโดยตรง เลือกสื่อที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอ่าน และหานักข่าวที่เขียนเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ จากนั้นส่งอีเมลถึงนักข่าวเพื่อเสนอบทความหรือเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณเพื่อพิจารณาเผยแพร่
หากคุณมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น การเปิดตัวสินค้าใหม่หรือการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ และหัวข้อเหล่านั้นตรงกับเนื้อหาของเว็บไซต์ที่คุณติดต่อไป มีโอกาสสูงที่นักข่าวจะสนใจทำข่าวให้กับคุณ
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม PR ที่รวมฟีเจอร์ AI เข้ามาช่วยในการร่างข่าวประชาสัมพันธ์ หรือการเสนอข่าว และแนะนำนักข่าวที่ควรติดต่อ ตัวอย่างเช่น Muck Rack’s PressPal AI tool ที่ช่วยค้นหานักข่าวที่คุณควรติดต่อเพื่อเสนอข่าว
9. สร้างจดหมายข่าวทางอีเมล
หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่มีต้นทุนต่ำแต่ได้ผลดีอย่างมากคือการสร้างจดหมายข่าวทางอีเมล
กล่องขาเข้า (Inbox) คือเส้นทางตรงสู่ลูกค้าของคุณ ต่างจากช่องทางโซเชียลมีเดียที่สามารถทำให้การเข้าถึงจากการโพสต์แบบออร์แกนิกลดลงทันที การตลาดทางอีเมลจะช่วยรับประกันการติดต่อกับลูกค้าที่มีศักยภาพได้เสมอ
แต่ก่อนที่คุณจะสามารถส่งอีเมลไปยังลูกค้าในอนาคตได้ คุณต้องทำให้พวกเขาสมัครรับข่าวสารในรายการอีเมลของคุณเสียก่อน วิธีหนึ่งที่ทำได้คือการมอบสิ่งที่มีค่าให้ฟรี หรือที่เรียกว่า Lead Magnets เช่น:
- แบบทดสอบฟรี
- คูปองส่วนลด
- เช็คลิสต์ หรือไฟล์ PDF ที่สามารถดาวน์โหลดได้
Pearly Drinks ใช้เทคนิคนี้ในการสร้างการเข้าชมเว็บไซต์ร่วมกับการตลาดเนื้อหา กลยุทธ์ของแบรนด์คือการสร้างบล็อกโพสต์คุณภาพสูง บนเว็บไซต์ จากนั้นแปลงผู้เยี่ยมชมให้กลายเป็นผู้อ่านบล็อก และในที่สุดเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้า
Pearly Drinks ใช้ป๊อปอัพนี้เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมบล็อกให้กลายเป็นสมาชิกอีเมล
Filip Pejic ผู้ก่อตั้งแบรนด์กล่าวว่า:
“ตอนนี้เรากำลังทดสอบกล่องป๊อปอัปหลายตัวเพื่อเพิ่มอัตราการแปลง ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 2% แต่เมื่อผู้ใช้สมัครเข้ารายการแล้ว เรามีการส่งอีเมล 3 ขั้นตอน บอกเล่าถึงการจัดการแข่งขัน แบรนด์ของเรา และสินค้าของเรา โดยมีเป้าหมายที่ Conversion”
“จนถึงตอนนี้เรามีผลลัพธ์การสมัครที่แข็งแกร่งจากป๊อปอัปในแหล่งการเข้าชมที่เราเคยได้ผลลัพธ์ไม่มากนัก ด้วยเครือข่ายบทความขนาดใหญ่ เราสามารถได้รับการสมัครหลายร้อยครั้งทุกวัน ซึ่งเราจะเปลี่ยนเป็นลูกค้าในระยะยาวเมื่อเราส่งเนื้อหาการศึกษาให้พวกเขา"
ป๊อปอัพบล็อกของ Drink Pearly มีอัตราการแปลงที่ 2%
เมื่อคุณเริ่มต้นกับการตลาดทางอีเมล AI สามารถช่วยได้โดยการแนะนำหัวข้ออีเมล ข้อความเนื้อหาและแม้กระทั่งการปรับเวลาในการส่งอีเมล โดยใช้เครื่องมืออย่าง Mailchimp’s Send Time Optimization ที่สามารถแนะนำเวลาที่ดีที่สุดในการส่งอีเมลให้ได้ผลตอบรับสูงสุด
10. ใช้แคมเปญ SMS
เนื่องจากสมาร์ทโฟน เป็นอุปกรณ์ที่คนส่วนใหญ่พกติดตัวตลอดเวลาการตลาดผ่าน SMS จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ แต่คุณต้องได้รับการยินยอมจากพวกเขาก่อน การได้รับอนุญาตให้ส่งข้อความไปยังลูกค้าจะช่วยให้คุณมีช่องทางการติดต่อที่มีประสิทธิภาพสูง
เริ่มต้นด้วยการเก็บหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ผ่านจุดสัมผัสที่คุณมีอยู่แล้วกับลูกค้า เช่น:
- เพิ่มตัวเลือกหมายเลขโทรศัพท์ในฟอร์มการชำระเงิน
- เพิ่มช่องหมายเลขโทรศัพท์ในป๊อปอัปอีเมลบนหน้าเว็บที่มีคนเยี่ยมชมมาก
- ขอให้ผู้ที่เป็นสมาชิกในรายชื่ออีเมลสมัครเข้าร่วมการตลาดผ่าน SMS
จากนั้นเริ่มแคมเปญ SMS ที่จะพาผู้สมัครกลับไปยังเว็บไซต์ของคุณ เช่น:
จัดแคมเปญ การตลาด SMS ที่ดึงดูดสมาชิกเหล่านี้กลับไปยังเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งอาจเป็น:
- Flash sales หรือโปรโมชั่น
- ข้อเสนอพิเศษสำหรับสมาชิก
- การแข่งขัน Text-to-win
- การแจ้งเตือนเกี่ยวกับสินค้าที่มาใหม่ หรือสินค้าคืนสต็อก
- การเชิญเข้าร่วมโปรแกรมสะสมแต้ม
- ข้อเสนอที่เหมาะกับการซื้อผ่านมือถือ
SMS ไม่เพียงแต่เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ แต่ยังสามารถใช้เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ยังลังเลในการตัดสินใจซื้อสินค้า ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเริ่มการสนทนาเร็วๆ ที่ช่วยให้คุณถามลูกค้าว่ามีข้อสงสัยหรืออุปสรรคอะไรในการตัดสินใจซื้อ เมื่อเริ่มการสนทนาแล้ว คุณสามารถให้ทีมสนับสนุนลูกค้าช่วยคลายความกังวลในการซื้อเพื่อเพิ่มอัตรา Coversion ผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้าได้
ตัวอย่าง Bushbalm ใช้ในการตลาด SMS เพื่อขอความคิดเห็นจากลูกค้า
11. ลงทะเบียนร้านของคุณบนเว็บไซต์โฆษณาฟรี
การโฆษณาคือวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย แต่คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินในการโฆษณาเพื่อเริ่มต้น สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ง่ายๆ โดยการลงรายการร้านออนไลน์ของคุณใน เว็บไซต์โฆษณาฟรี เช่น:
ใช้เวลาในการสร้างโปรไฟล์อัปโหลด รายการสินค้าและเขียนคำอธิบายที่ดึงดูดใจ เพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ (แทนที่จะซื้อผ่านเว็บไซต์โฆษณาฟรีเหล่านั้น) นี่คือโอกาสในการเข้าถึงผู้ค้นหาสินค้าจากตลาดออนไลน์หลายล้านคน
Google Merchant Center สามารถช่วยให้สินค้าของคุณปรากฏบน Google ฟรีๆ และหากคุณใช้เครื่องมือ AI เช่น Shopify Magic คุณสามารถสร้างคำอธิบายสินค้าที่ น่าสนใจและตรงประเด็น ได้อย่างรวดเร็ว โดย AI จะช่วยให้คำอธิบายสินค้าของคุณดึงดูดลูกค้าและเหมาะสมกับการค้นหาบน Google มากขึ้น
Craigslist เป็น ตลาดผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับการซื้อและขายสินค้าผ่านออนไลน์
12. ขยายไปยังตลาดออนไลน์
การผนวกร้านของคุณเข้ากับเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Amazon Etsy หรือ eBay สามารถเปิดโอกาสให้คุณเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์และให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงผู้ซื้อหลายล้านคนที่พร้อมจะซื้อแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มองหาสินค้าออนไลน์อยู่แล้ว ซึ่ง ตลาดเหล่านี้ จะมีการเข้าชมและความน่าเชื่อถือในตัวของมันเอง แต่ก็ต้องระวังว่าในขณะที่การขายใน Marketplace จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและความเชื่อถือให้กับแบรนด์ของคุณ มันก็มีค่าใช้จ่ายใหม่ๆ และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากแบรนด์อีคอมเมิร์ซอื่นๆ ที่ขายในแพลตฟอร์มเดียวกัน
โชคดีที่ตอนนี้ตลาดออนไลน์ ต่างๆ กำลังเพิ่มเครื่องมือ AI เพื่อทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น eBay ตอนนี้สามารถสร้างรายการสินค้าจาก ภาพถ่ายที่อัปโหลด โดยอัตโนมัติ
Etsy เริ่มทดสอบการใช้ AI เพื่อแนะนำชื่อสินค้าที่ดีขึ้น และแท็กที่เหมาะสม ให้เหมาะกับการค้นหาของลูกค้า
13. ใช้แคมเปญโฆษณาผ่าน Google Ads
Google Ads เป็นหนึ่งในรูปแบบ Search Engine Marketing (SEM) ที่ทรงพลัง คุณสามารถใช้โฆษณา Google เพื่อเข้าถึงผู้ซื้อที่เริ่มต้นค้นหาสินค้าบน Google อยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มนี้เป็น ผู้ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า ของคุณอยู่แล้ว ทำให้ Google Ads เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการดึงลูกค้าที่มีคุณภาพเข้ามาที่ร้านออนไลน์
ลองทดสอบรูปแบบโฆษณาต่างๆ ของ Google Ads เช่น:
- Search Ads: ปรากฏในผลการค้นหาของ Google เป็นข้อความหรือโฆษณา Shopping
- Display Ads: ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือข่าย Google Display Network
- Video Ads: ปรากฏบนแพลตฟอร์ม YouTube ที่เป็นของ Google
เครื่องมือ AI ของ Google เช่น Performance Max และ Smart Bidding จะช่วย ปรับแต่งครีเอทีฟ กลุ่มเป้าหมาย และการประมูลให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณในหลายช่องทาง พร้อมลดความยุ่งยากในการตั้งค่าเอง
Catherine Wilson เจ้าของ Essential Derma กล่าวว่า:
“เมื่อแบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริงในตลาดแล้ว การทำแคมเปญ Brand Search Campaign บน Google Ads จะให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง และช่วยให้ระบบ Machine Learning ของ Google หาลูกค้าที่คล้ายกับลูกค้าที่แปลงแล้วได้ เรามีค่าใช้จ่ายต่อ Conversion เฉลี่ยเพียง 2 400 บาท และอัตราการแปลง 31% จากแคมเปญค้นหาแบรนด์ของเรา”
14. จัดโปรแกรมการตลาดผ่านการแนะนำ
การหาลูกค้าใหม่เริ่มมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ลองให้ลูกค้าที่พึงพอใจของคุณเป็นนักการตลาดให้เอง ลูกค้าเหล่านี้เข้าใจสินค้าของคุณ รู้จักกลุ่มเป้าหมาย และรู้ว่าต้องสื่ออะไรเพื่อให้ใครสักคนตัดสินใจซื้อ จึงเป็นนักขายที่มีประสิทธิภาพที่สุดและคุ้มค่าที่สุด
สร้าง โปรแกรม Referral Marketing ด้วยแอป เช่น Referral Candy หรือ Yotpo ให้รางวัลแก่ลูกค้าของคุณด้วย Gift Cards เครดิตร้านค้า หรือคอมมิชชั่นสำหรับลูกค้าใหม่ที่พวกเขาแนะนำ
โปรแกรมแนะนำเพื่อนของ Beauty Bio มอบส่วนลด 700 บาท หรับการซื้อครั้งต่อไปให้แก่ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน
ข้อดีที่สำคัญของกลยุทธ์นี้คือคุณจ่ายเฉพาะผลลัพธ์เท่านั้น แทนที่จะเสี่ยงลงทุน 3 000 บาท ในแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ใหม่ที่ยังไม่แน่นอน คุณจ่ายเพียงรางวัลเมื่อมีลูกค้าใหม่ซื้อสินค้าจริง
นอกจากนี้ AI ช่วยให้แพลตฟอร์ม referral ตรวจจับการโกงการแนะนำหรือการใช้คูปองผิดวิธีทำให้งบประมาณของคุณไปถึงลูกค้าจริงๆ และเพิ่มความคุ้มค่าในการตลาด
15. ลงทะเบียนธุรกิจของคุณบนเว็บไซต์ที่รวบรวมรีวิว
ผู้บริโภคกว่า 93% มักหาข้อมูลรีวิวก่อนที่จะไว้วางใจธุรกิจใหม่ด้วยข้อมูลบัตรเครดิต การลงรายชื่อร้านของคุณใน เว็บไซต์รีวิวจึงช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าที่คุณเสนอและเป็นการเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์
แพลตฟอร์มอย่าง Google Business Trustpilot และ Yelp จะรวบรวมธุรกิจที่ดีที่สุดในแต่ละอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น หากร้านออนไลน์ของคุณขายเฟอร์นิเจอร์บ้าน การรวบรวมรีวิวจากลูกค้าจะช่วยเพิ่มตำแหน่งของร้านคุณบน Trustpilot ในหมวดเฟอร์นิเจอร์บ้าน
Back in Action Wellworking และ Doorway To Value ครองตำแหน่งสูงสุดในรายการนี้
ตัวอย่างจาก New Era Factory Outlet ร้านนี้มีทั้งหน้าร้านและร้านออนไลน์ Flynn Zaiger ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกล่าวว่า “เรามักขอให้ลูกค้ารีวิวร้านบนเว็บไซต์รีวิวท้องถิ่น เช่น Yelp
แม้ฟังดูขัดแย้ง: ทำไมเว็บไซต์รีวิวสำหรับร้านหน้าร้านถึงช่วยเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์บน Shopify ของเรา เราพบว่าผู้ที่มองหาร้านใกล้ตัวสนใจซื้อออนไลน์มากขึ้น เพราะมันช่วยประหยัดเวลาเมื่อรู้ว่าร้านของคุณมี Shopify Store ที่ใช้งานง่าย”
Flynn “การเข้าชมที่มาจากเว็บไซต์รีวิวท้องถิ่น เช่น Yelp มักเป็นการเข้าชมที่มีส่วนร่วมสูงที่สุดบนอินเทอร์เน็ตของเรา มันมักทำได้ดีกว่าการค้นหาแบบออร์แกนิค หรือแหล่งการเข้าชมอื่นที่โดยทั่วไปถือว่ามีส่วนร่วมสูง ตามข้อมูลวิเคราะห์ของเรา ระยะเวลาเฉลี่ยในเว็บไซต์และจำนวนหน้าต่อครั้งของผู้เข้าชมจาก Google สูงกว่าการค้นหาแบบออร์แกนิค (Google Bing Yahoo)”
Bing และ Yelp มีผู้ใช้ใหม่มากกว่า 4 000 คนในร้านค้าออนไลน์ของ New Era Factory Outlet
ชุดรีวิวในปัจจุบันมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ที่ช่วยในการร่างคำตอบที่ตรงกับแบรนด์และสรุปธีมของรีวิว เพื่อให้คุณตอบกลับได้รวดเร็วขึ้นและสามารถแสดงหลักฐานทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Yotpo ที่มีโปรแกรมตอบรีวิวที่ขับเคลื่อนด้วย AI
16. มุ่งเน้นตลาดในท้องถิ่น
ประสบการณ์การช็อปปิงแบบเจอหน้าจริง คือการสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับลูกค้าในร้านจริง โดยเกือบหนึ่งในสามของลูกค้าระบุว่ามีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ที่มีแบรนด์ จึงไม่แปลกใจที่ 40% ของแบรนด์จะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ในปีนี้
แต่คุณไม่จำเป็นต้องมีร้านค้าถาวรเพื่อใช้ประโยชน์จากการค้าปลีกแบบออฟไลน์ คุณสามารถดึงดูดลูกค้าที่มาช็อปปิ้งในสถานที่จริงให้ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณได้ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมการตลาดท้องถิ่น เช่น:
- งานแสดงสินค้าหัตถกรรม
- งานแสดงสินค้าธุรกิจ
- ตลาดท้องถิ่น
- ร้านค้าแบบพ็อปอัพ
- กิจกรรมของหอการค้า
- กิจกรรมที่จัดโดยธุรกิจท้องถิ่นอื่นๆ
เมื่อคุณทำการขายสินค้าในแต่ละงาน อย่าลืมแจกการ์ดธุรกิจที่เชื่อมโยงลูกค้าที่พอใจกับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
หรืออาจให้ผู้คนสแกน QR โค้ดจากป้ายของคุณ ซึ่งจะดีที่สุดถ้ามีข้อเสนอพิเศษ เช่น "รับส่วนลด 10% จากการ์ดนี้ที่ yourwebsite.com"
เคล็ดลับพิเศษ: Shopify มีเครื่องมือฟรีที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ ลองดูเครื่องมือสร้างการ์ดธุรกิจและเครื่องมือสร้าง QR โค้ดฟรีจากเรา
คุณสามารถใช้การค้าปลีกแบบออฟไลน์เป็นช่องทางในการดึงคนเข้าสู่กระบวนการการตลาดของคุณ และประมวลผลการขายทั้งหมดผ่านร้านค้าออนไลน์ของคุณ หากคุณดึงดูดลูกค้าจากพื้นที่ใกล้เคียง Google Performance Max สำหรับเป้าหมายร้านค้าจะใช้ AI เพื่อปรับแต่งการค้นหา แผนที่ และ YouTube เพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์และการมองเห็นสินค้าท้องถิ่น
17. จัดกิจกรรมแจกของรางวัล
โซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิก บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนการตะโกนเข้าไปในความว่างเปล่า ความลับในการดึงดูดความสนใจคือการแชร์สิ่งที่คนอยากมีส่วนร่วม
การแข่งขัน เป็นตัวอย่างที่ดีในการดึงความสนใจและเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ คุณสามารถรวมสินค้าที่ขายดีของคุณและแจกให้กับผู้โชคดีหนึ่งคน โดยให้เงื่อนไขในการเข้าร่วมเป็นการทำการตลาดให้กับแบรนด์ของคุณ เช่น:
- กดไลก์โพสต์
- กดติดตามบัญชีโซเชียลมีเดียของธุรกิจคุณ
- แชร์โพสต์ไปยัง Stories ของตัวเอง
- แท็กเพื่อนในคอมเมนต์
- สมัครรับอีเมลหรือ SMS ของคุณ
แม้ว่าจะฟังดูขัดแย้งเพราะคนมักจะเข้าร่วมเพื่อชิงรางวัลฟรีๆ แต่การขอให้สมัครรับข้อมูลทางอีเมลเพื่อเข้าร่วมจะช่วยให้คุณเก็บข้อมูลลูกค้าที่มีศักยภาพไว้ใช้ในอนาคตสำหรับการทำ retargeting หลังการแข่งขันจบลง นอกจากนี้ยังสามารถใช้เครื่องมือ AI เพื่อกรองผู้ที่เข้าร่วมที่เป็นการหลอกลวง
การแข่งขัน Instagram ของ Muscle Republic ผู้ติดตามต้องกด “ถูกใจ” โพสต์ แท็กเพื่อน และติดตามโปรไฟล์ของแบรนด์
18. รันแคมเปญ Retargeting
หลังจากที่คุณใช้กลยุทธ์เหล่านี้เพื่อเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ อย่าหยุดเพียงแค่ตรงนั้น ใช้ แคมเปญรีทาร์เก็ตติ้ง เพื่อดึงผู้เข้าชมที่เคยเยี่ยมชมกลับมาและเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าจริงๆ
รีทาร์เก็ตผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่:
- เข้าชมหน้าสินค้า
- กดถูกใจเพจ Facebook ของคุณ
- เข้าชมคอลเลกชันเฉพาะ
- ดูวิดีโอในโซเชียลมีเดีย
- เพิ่มสินค้าในตะกร้าออนไลน์แต่ยังไม่ได้ซื้อ
ลองมาดูตัวอย่าง: สมมติว่าในช่วง 14 วันที่ผ่านมา คุณมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ 200 คน แต่มีแค่ 20 คนที่ทำการซื้อสินค้า คุณสามารถอัปโหลดรายชื่อลูกค้าของคุณไปยัง Facebook และสร้าง Custom Audience เพื่อรีทาร์เก็ตพวกเขาผ่านแพลตฟอร์ม ใช้ฟีเจอร์ Dynamic Ads เพื่อโปรโมตสินค้าที่พวกเขาเคยดูในร้านออนไลน์ของคุณ
Meta’s Advantage+ และ Google’s automated bidding ใช้ AI ในการหาผู้ซื้อที่มีแนวโน้มสูง (รวมถึงผู้ที่เคยเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ) ขยายการมองหากลุ่มผู้ใช้ที่เหมือนกัน และปรับแต่งโฆษณาให้เป็นส่วนตัวแบบไดนามิก
"ฉันเน้นการทำโฆษณาแบบสร้างสรรค์และจ้างนักออกแบบมาช่วยคิดแนวทางการตลาดที่หลากหลาย เช่น การนำเสนอรีวิวสินค้าจากลูกค้า" Susanna Anderson เจ้าของและ CEO ของ A Perfect Shirt กล่าว
"ข้อมูลที่ยืนยันว่ามันได้ผล: โฆษณาบน Facebook ของฉันมีอัตรา Conversion เฉลี่ยที่ 5.4% และฉันสามารถเพิ่มการเข้าชมร้าน Shopify ของฉันได้ดีขึ้น 15% โดยมีการเยี่ยมชมเว็บไซต์ถึง 18 682 ครั้ง"
19.สร้างและดูแลชุมชนออนไลน์
ชุมชนออนไลน์ มอบพื้นที่ให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับแบรนด์ของคุณได้มากกว่าการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่ม Facebook ฟรี เซิร์ฟเวอร์ Discord หรือแพลตฟอร์มที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ชุมชนถือเป็นเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ทรงพลังที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้า สร้างความภักดี และเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ผ่านการบอกต่อจากปากต่อปาก คุณสามารถมอบส่วนลดพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิกของชุมชน
AI สามารถช่วยจัดการชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น AutoMod AI ของ Discord และการสรุปบทสนทนา ช่วยในการตรวจจับเนื้อหาที่เป็นอันตราย รักษาบรรยากาศที่เป็นมิตร และสรุปการสนทนา ซึ่งช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้นในการมีส่วนร่วมกับลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์
ทำอย่างไรถึงจะเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์ของคุณ?
- รันแคมเปญการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์
- เขียนบทความบล็อกที่สามารถปรากฏในผลการค้นหาของลูกค้าเป้าหมาย
- จัดกิจกรรมแจกของรางวัลบนโซเชียลมีเดีย
- รับการประชาสัมพันธ์ฟรีโดยการตอบคำขอจากนักข่าว
- สร้างโปรแกรมการตลาดแบบแนะนำ
- รันโฆษณาบน Facebook Instagram Google และ YouTube
ทำอย่างไรถึงจะโปรโมทธุรกิจของคุณบนโซเชียลมีเดีย?
- ปรับแต่งลิงก์ในโปรไฟล์ให้เหมาะสม
- ร่วมมือกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์
- ผลิตวิดีโอที่เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเป็นกระแส
- แชร์โปรโมชั่นและการลดราคาชั่วคราว
- เปิดใช้งาน Pinterest Rich Pins เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
ทำอย่างไรถึงจะโปรโมตเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ฟรี?
- จัดกิจกรรมแจกของรางวัลบนโซเชียลมีเดีย
- ให้ลูกค้าแนะนำสินค้าและรับคอมมิชชั่น
- ทำให้มีข่าวสารหรือการประชาสัมพันธ์ฟรี
- ลงประกาศในเว็บไซต์โฆษณาฟรี เช่น Craigslist
- เข้าร่วมกิจกรรมเครือข่ายในพื้นที่ของคุณ
กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดคืออะไร?
กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดคือกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่ตลาดเป้าหมายของคุณ สร้าง Buyer Persona โดยการระบุข้อมูลประชากร ความสนใจ และปัญหาของลูกค้า แล้วสร้างกลยุทธ์การตลาดที่สามารถเข้าถึงพวกเขาผ่านช่องทางที่พวกเขากำลังใช้
ทำยังไงถึงจะทำให้คนซื้อสินค้าจากร้านออนไลน์ของคุณ?
คุณสามารถกระตุ้นให้คนซื้อสินค้าจากร้านออนไลน์ของคุณได้โดยการรวมการมองเห็นเข้ากับความน่าเชื่อถือ เริ่มต้นด้วยการเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าออนไลน์จากกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย เนื้อหาที่ปรับให้เหมาะสมกับ SEO และการลงประกาศในตลาดออนไลน์ จากนั้นแปลงผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้าด้วยคำอธิบายสินค้าที่ชัดเจน รีวิวสินค้า และกระบวนการชำระเงินที่ราบรื่น การให้สิทธิพิเศษเช่น ส่วนลด การจัดส่งฟรี หรือรางวัลสำหรับการแนะนำสามารถช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ากล้าที่จะซื้อมากขึ้น การสร้างรายการอีเมลหรือ SMS จะช่วยให้คุณสามารถรีทาร์เก็ตและดูแลลูกค้าจนกว่าพวกเขาจะพร้อมที่จะซื้อ และส่งเสริมให้มีการซื้อซ้ำในอนาคต


