ใคร ๆ ก็สามารถซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ราคาส่งได้มั้ย? จำเป็นต้องมีใบอนุญาตหรือเอกสารอะไรในการซื้อของราคาส่งหรือเปล่า? ซัพพลายเออร์ราคาส่งมีแบบไหนบ้าง และเราสามารถไปหาซื้อสินค้าราคาส่งได้จากที่ไหน?
คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายคนมักสงสัยเมื่อต้องเริ่มต้นทำธุรกิจค้าส่ง เพราะแค่การซื้อของราคาส่งมาขายก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และต้องวางแผนพอสมควรอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บนโลกออนไลน์ยังมีข้อมูลมากมายและเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยที่อ้างว่าสามารถช่วยให้คุณซื้อสินค้าราคาส่งได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกแหล่งที่จะน่าเชื่อถือจริง
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาคำตอบเกี่ยวกับวิธีซื้อของราคาส่งมาขาย สิ่งสำคัญคือควรรู้อะไรบ้างก่อนเริ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจทำให้เสียเงิน เสียเวลา และช่วยให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ต่อไปนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีซื้อของราคาส่งมาขายอย่างรวดเร็วและมั่นใจ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจขายต่อได้จริง
การซื้อของราคาส่ง หมายถึงอะไร
การซื้อของราคาส่ง คือการซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ค้าส่ง ในราคาต่อหน่วยที่ถูกลงจากการซื้อจำนวนมาก จากนั้นจึงนำสินค้าเหล่านั้นไปขายต่อในราคาปลีกที่สูงขึ้น แทนที่จะซื้อสินค้าในราคาปลีกทีละชิ้น คุณจะได้ต้นทุนต่อชิ้นที่ต่ำกว่า เพราะตกลงซื้อในปริมาณที่มากขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว การซื้อของราคาส่งมักทำงานในลักษณะดังนี้
- ผู้ผลิตทำการผลิตสินค้า โดยมักกำหนดจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) ไว้ในระดับหลักร้อยหรือหลักพันชิ้น และจำหน่ายให้กับผู้ค้าส่ง
- ผู้ค้าส่งจะนำสินค้าล็อตใหญ่เหล่านั้นมาแบ่งขายเป็นล็อตย่อย เช่น ครั้งละ 50, 100 หรือ 500 ชิ้น แล้วจำหน่ายต่อให้กับร้านค้าปลีก
- ร้านค้าปลีกจะนำสินค้าเหล่านั้นไปขายต่อให้กับผู้บริโภคปลายทางทีละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่านช่องทางออนไลน์หรือหน้าร้านจริง
ตัวอย่างเช่น ร้านเสื้อผ้า Feature ซึ่งซื้อสินค้าราคาส่งจากแบรนด์ดังอย่าง Nike, Converse หรือ Adidas ครั้งละจำนวนมาก (มักเป็นหลักร้อยคู่ต่อออเดอร์) จากนั้นจึงนำสินค้าแต่ละชิ้นมาขายต่อในราคาปลีก
แน่นอนว่า ในความเป็นจริง โครงสร้างของซัพพลายเชนไม่ได้เป็นระเบียบชัดเจนแบบนี้เสมอไป ร้านค้าบางแห่งเลือกตัดคนกลางและซื้อสินค้าตรงจากผู้ผลิต ขณะที่ผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งบางรายก็ข้ามร้านค้าปลีกไปขายตรงให้ผู้บริโภคเลย และยังมีธุรกิจบางราย เช่น Apple ที่ทำครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผลิตสินค้าเอง ขายส่งให้ร้านอื่น และเปิดร้านค้าปลีกของตัวเองพร้อมกันทั้งหมด
การซื้อแบบค้าส่ง vs การซื้อแบบเหมาจำนวนมาก
แม้ว่าการซื้อแบบค้าส่งจะเป็นการซื้อสินค้าในปริมาณมาก แต่การซื้อของจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการซื้อแบบค้าส่งเสมอไป วิธีการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ของการซื้อทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
โดยทั่วไป เมื่อเราพูดถึงสองคำนี้ มักหมายถึงสิ่งต่อไปนี้
- การซื้อแบบค้าส่ง (Wholesale) คือโมเดลธุรกิจแบบ B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างซัพพลายเชน โดยผู้ซื้อมีเป้าหมายเพื่อนำสินค้าที่ซื้อมาในราคาส่งไปขายต่อในราคาปลีก
- การซื้อแบบเหมาจำนวนมาก (Bulk buying) คือการซื้อในมุมของผู้บริโภค เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายจากการซื้อครั้งละมาก ๆ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อนำสินค้าเหล่านั้นไปขายต่อ
สรุปความแตกต่างได้ดังนี้
|
คำถามเปรียบเทียบ |
การซื้อแบบค้าส่ง |
การซื้อแบบเหมาจำนวนมาก |
|
ใครเป็นผู้ซื้อ |
ร้านค้าปลีกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งในราคาต่อหน่วยที่ถูกลง |
ผู้บริโภคทั่วไป (หรือธุรกิจขนาดเล็ก) ซื้อสินค้าจำนวนมากจากร้านค้าปลีกหรือคลังสินค้าขนาดใหญ่ |
|
ซื้อไปทำไม |
มักมีจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) ตามที่ซัพพลายเออร์กำหนด เช่น เคสมือถือ 100 ชิ้น หรือเสื้อยืด 500 ตัว |
ไม่มีข้อกำหนดเรื่อง MOQ เช่น ซื้อกระดาษทิชชู่แพ็กครอบครัว 24 ม้วน หรือซื้อน้ำอัดลมยกลังจาก Costco |
|
ซื้อในปริมาณเท่าไร |
ซื้อเพื่อเอาไปขายต่อทีละชิ้น โดยตั้งราคาสูงกว่าต้นทุน |
ซื้อเพื่อใช้เอง หรือประหยัดเงินจากการซื้อครั้งละมาก ๆ |
|
เป็นการซื้อขายแบบไหน |
เป็นธุรกรรมแบบ B2B (ผู้ผลิต → ผู้ค้าส่ง → ร้านค้าปลีก) |
เป็นธุรกรรมแบบ B2C (ร้านค้าปลีก → ผู้บริโภคปลายทาง) |
|
ตัวอย่าง |
ร้านบูติกซื้อถุงผ้า 200 ใบจากผู้ค้าส่ง แล้วนำไปขายต่อเพื่อทำกำไร |
ครอบครัวหนึ่งซื้อถุงผ้าแพ็ก 12 ใบจาก Target เพื่อให้ต้นทุนต่อใบถูกลง |
โดยสรุปแล้ว การซื้อแบบค้าส่งคือการสนับสนุนธุรกิจขายต่อของคุณ ขณะที่การซื้อแบบเหมาจำนวนมากคือการช่วยให้คุณใช้เงินได้คุ้มค่ามากขึ้น
ผู้ค่าส่ง 3 ประเภท
ผู้ค้าส่งไม่ได้ดำเนินงานเหมือนกันทั้งหมด และความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรและระยะเวลาการดำเนินงานของคุณ การรู้ว่าคุณกำลังติดต่อกับผู้ค้าส่งประเภทใด จะช่วยหลีกเลี่ยงการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ และเลือกพาร์ทเนอร์ที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจคุณได้จริง
โดยภาพรวมแล้ว ผู้ค้าส่งหลัก ๆ ที่คุณจะพบมีอยู่ 3 ประเภทดังนี้
ผู้ผลิต
ผู้ผลิตคือจุดเริ่มต้นของซัพพลายเชน พวกเขานำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นสินค้าที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน บริษัทเหล่านี้อาจเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่ผลิตสินค้ามีเอกลักษณ์หรือทำด้วยมือ หรืออาจเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าหลากหลายประเภทให้กับหลายแบรนด์
ตัวอย่างเช่น Hanes ผลิตเสื้อผ้าพื้นฐานภายใต้แบรนด์ของตนเอง และยังจัดจำหน่ายสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ให้กับร้านค้าปลีกรายอื่นด้วย
ผู้ค้าส่งเพื่อค้าปลีก
ผู้ค้าส่งเพื่อค้าปลีกทำหน้าที่เป็นคนกลาง โดยจะซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิต แล้วนำไปขายต่อให้กับร้านค้า พวกเขาได้รับส่วนลดจากการซื้อแบบเหมาจำนวนมาก ทำให้ได้ต้นทุนต่อชิ้นที่ต่ำกว่า
ผู้ค้าส่งประเภทนี้บางครั้งจะจำหน่ายสินค้าภายใต้บรรจุภัณฑ์และฉลากของตนเอง นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจแนวโน้มของตลาดเป็นอย่างดี จึงมักมีสินค้าที่เหมาะกับการขายในช่วงนั้นพร้อมจำหน่ายอยู่เสมอ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Costco ซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหลายราย แล้วนำมาขายต่อแบบเหมาจำนวนมากให้กับผู้บริโภคและร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
ผู้ค้าส่งเชิงพาณิชย์
ผู้ค้าส่งเชิงพาณิชย์จะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง จากนั้นนำไปขายต่อให้กับร้านค้า หรือขายตรงให้กับผู้บริโภค พวกเขามีรูปแบบการขายที่หลากหลาย เช่น การขายเงินสดแล้วรับสินค้าเอง ดรอปชิ หรือการขายผ่านช่องทางออนไลน์ และบางรายยังมีโชว์รูมคลังสินค้าไว้แสดงสินค้าอีกด้วย
Shein เป็นตัวอย่างของผู้ค้าส่งเชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยม โดยสามารถพบได้ทั้งในรูปแบบการขายส่งและการขายตรงให้ผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Alibaba, eBay, Amazon, Poshmark และเว็บไซต์ร้านค้าของตนเอง
วิธีซื้อของราคาส่งมาขาย พร้อมดีเทลผู้ประกอบการควรรู้
วิธีซื้อของราคาส่งมาขายส่งอาจดูเรียบง่ายในทางทฤษฎี คือซื้อจำนวนมากแล้วทำกำไรจากส่วนต่างราคา แต่ในความเป็นจริง สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าจะหาซัพพลายเออร์ที่ใช่ได้อย่างไร ต่อรองเงื่อนไขให้คุ้มค่า และบริหารกระแสเงินสดของธุรกิจให้เดินต่อได้อย่างราบรื่น
ต่อไปนี้คือแผนที่นำทางสำหรับการซื้อสินค้าค้าส่งเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของคุณ
1. เตรียมความพร้อมก่อนซื้อสินค้าค้าส่ง
วิธีซื้อของราคาส่งมาขายด้วยการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อทีละชิ้น คุณจำเป็นต้องมีใบอนุญาต (รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในลำดับถัดไป) ใบอนุญาตค้าส่งมักถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น ใบอนุญาตผู้ค้าปลีก, ใบอนุญาตผู้ค้าขายต่อ, ใบรับรองผู้ค้าขายต่อ หรือใบอนุญาตภาษีการขาย
นอกจากเรื่องใบอนุญาตแล้ว การมีประกันธุรกิจไว้ก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา เผื่อกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเพิ่งเริ่มเรียนรู้วิธีซื้อสินค้าค้าส่ง มีประกันหลายประเภทที่คุณอาจพิจารณาเลือกใช้ เช่น ประกันความรับผิดจำกัดหรือประกันเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจในด้านอื่น ๆ
เอกสารและใบอนุญาตที่จำเป็น
ก่อนที่คุณจะสั่งซื้อสินค้าค้าส่งครั้งแรก คุณจำเป็นต้องมีเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นผู้ค้าขายต่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างน้อยที่สุด เอกสารเหล่านี้มักประกอบด้วย
- หนังสือรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้ยืนยันว่าคุณประกอบกิจการค้าขายอย่างถูกต้อง สามารถเป็นการจดทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดา หรือการจดทะเบียนนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด) ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจของคุณ
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ออกโดยกรมสรรพากร ใช้สำหรับการยื่นภาษีและทำธุรกรรมทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ ซัพพลายเออร์ค้าส่งจำนวนมากจะขอเลขนี้เพื่อยืนยันสถานะทางธุรกิจของผู้ซื้อ
- การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) จำเป็นในกรณีที่ธุรกิจมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หรือจำหน่ายสินค้าที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการที่จด VAT จะสามารถออกใบกำกับภาษีและเครดิตภาษีซื้อได้
- เอกสารประกอบอื่น ๆ (ตามกรณี) ซัพพลายเออร์ค้าส่งบางรายอาจขอเอกสารเพิ่มเติม เช่น สำเนาบัตรประชาชน หนังสือรับรองบริษัท หรือหนังสือมอบอำนาจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละผู้ขาย
คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการจดทะเบียนธุรกิจและภาษีได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำหรับการจดทะเบียนพาณิชย์ และกรมสรรพากร สำหรับเรื่องเลขผู้เสียภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณติดต่อซัพพลายเออร์ค้าส่งได้ง่ายขึ้น และดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นในระยะยาว
การกำหนดโครงสร้างธุรกิจ
โครงสร้างทางกฎหมายที่คุณเลือกใช้สำหรับธุรกิจ จะส่งผลโดยตรงต่อวิธีการซื้อสินค้าค้าส่ง การชำระภาษี และการจำกัดความรับผิดส่วนบุคคล โดยโครงสร้างที่พบบ่อยมีดังนี้
เจ้าของกิจการคนเดียว เป็นโครงสร้างที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรัพย์สินส่วนตัวของคุณจะไม่ได้รับการคุ้มครอง หากธุรกิจประสบปัญหา ผู้ค้าส่งบางรายอาจยังยินดีขายสินค้าให้ภายใต้โครงสร้างนี้ แต่บางรายอาจต้องการการจดทะเบียนที่เป็นทางการมากกว่า
บริษัทจำกัดความรับผิด (Limited Liability Company หรือ LLC) เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ค้าปลีกรายย่อย เนื่องจากช่วยแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินของธุรกิจ และมักทำให้คุณดูน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของผู้ค้าส่ง
บริษัท (Corporation เช่น C corp หรือ S corp) มีความซับซ้อนมากกว่า แต่สามารถเป็นทางเลือกที่เหมาะสม หากธุรกิจของคุณกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว หรือมีแผนรับเงินลงทุนจากนักลงทุนภายนอก
ผู้ค้าปลีกรายใหม่ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการจัดตั้งเป็น LLC เพราะมีค่าใช้จ่ายไม่สูง ให้ความคุ้มครองทางกฎหมาย และช่วยเปิดโอกาสให้เข้าถึงบัญชีค้าส่งได้มากขึ้น
2. ระบุว่าสินค้าค้าส่งแบบไหนที่ธุรกิจต้องการ
สินค้าค้าส่งสำหรับนำมาขายมีให้เลือกมากมาย ความแตกต่างระหว่างการขายได้กำไรกับการเสียเงินเปล่า อยู่ที่ว่าคุณรู้จักลูกค้าของตัวเองดีแค่ไหน ทั้งรสนิยม พฤติกรรมการซื้อ และปัญหาที่พวกเขายังหาทางแก้ไม่ได้จากที่อื่น
เริ่มต้นจากการทำวิจัยตลาด ใช้เครื่องมืออย่าง Google Trends การพูดคุยบนโซเชียลมีเดีย และรายงานอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าสินค้าอะไรที่กำลังมาแรง อะไรที่ความนิยมลดลง และอะไรที่ตลาดยังขาดอยู่ ศึกษาคู่แข่งอย่างใกล้ชิด หากพวกเขาขายสินค้าแบบไหน ให้ถามตัวเองว่าคุณสามารถขายสินค้าเดียวกันได้ดีกว่า เร็วกว่า หรือคุ้มค่ากว่าได้หรือไม่
จากนั้นเลือกทางของตัวเองให้ชัดเจน การมีตลาดเฉพาะที่กำหนดไว้ชัด ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสื้อผ้าพื้นฐานราคาจับต้องได้ หรืออาหารเฉพาะทาง จะช่วยให้การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของคุณมีทิศทาง และทำให้การสื่อสารการตลาดชัดเจนและตรงกลุ่มมากขึ้น
3. ศึกษาและตรวจสอบซัพพลายเออร์ค้าส่งที่เป็นไปได้
หนึ่งในขั้นตอนวิธีซื้อของราคาส่งมาขาย เมื่อคุณคัดเลือกซัพพลายเออร์ ควรระมัดระวังและสังเกตสัญญาณเตือนที่อาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยง
🚩สัญญาณเตือนจากซัพพลายเออร์ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
- ที่อยู่ธุรกิจหรือข้อมูลติดต่อไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน
- ขอให้ชำระเงินผ่านช่องทางโอนเงินเท่านั้น โดยไม่มีตัวเลือกการชำระเงินที่ปลอดภัย เช่น ระบบชำระเงินออนไลน์ บัตรเครดิต หรือบริการคุ้มครองการชำระเงิน
- ใช้ภาพสต็อกแทนภาพจริงของสินค้า คลังสินค้า หรือสถานที่ประกอบการ
- ตั้งราคาขายส่งต่ำกว่าราคาตลาดอย่างผิดปกติ ซึ่งมักเป็นสัญญาณของสินค้าปลอมหรือสินค้าคุณภาพต่ำ
บริษัทค้าส่งที่น่าเชื่อถือจะไม่หลีกเลี่ยงเมื่อคุณขอเอกสารยืนยันตัวตนทางธุรกิจ คุณสามารถขอสำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เอกสารผู้ค้าขายต่อ หรือเลขประจำตัวภาษี แล้วนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐในประเทศนั้น ๆ ได้
แต่อย่าหยุดแค่การตรวจเอกสารเท่านั้น
ใช้เครื่องมืออย่าง Better Business Bureau, Trustpilot หรือสัญลักษณ์ Verified Supplier ของ Alibaba เพื่อช่วยตรวจสอบชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือเพิ่มเติม
แพลตฟอร์มอย่าง Faire ช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนเหล่านี้ ด้วยการคัดกรองแบรนด์ล่วงหน้าและจัดการระบบชำระเงินผ่านออนไลน์ หรือหากคุณต้องการทดสอบตลาดก่อนตัดสินใจลงทุนสต๊อกสินค้า คุณสามารถใช้ Shopify Collective เพื่อเชื่อมต่อกับแบรนด์อื่นบน Shopify และเริ่มขายสินค้าได้โดยไม่ต้องซื้อสต๊อกล่วงหน้า
ซัพพลายเออร์ที่ดีควรทำหน้าที่เหมือนพาร์ทเนอร์ ไม่ใช่แค่ผู้ขาย หากพวกเขาเข้าใจตลาดเฉพาะทางของตนเองอย่างลึกซึ้ง เช่น Noble Otter Soap Co ซัพพลายเออร์สบู่ค้าส่งที่ดำเนินธุรกิจโดยผู้ผลิตสบู่สองคนที่มีความหลงใหลในงานของตน พวกเขาจะสามารถถ่ายทอดความเชี่ยวชาญนั้นเพื่อช่วยให้คุณขายสินค้าได้ดีขึ้น
สุดท้าย ควรประเมินงบประมาณของคุณอย่างเป็นจริง โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านโปรโมชั่น สินค้าที่อาจขายช้า และต้นทุนที่ไม่คาดคิด ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า
และอย่าลืมเปรียบเทียบหลายแหล่ง ผู้ค้าส่งจำนวนมากอาจจำหน่ายสินค้าที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่ราคา เงื่อนไขการขาย และคุณภาพการให้บริการอาจแตกต่างกันอย่างมาก
4. ติดต่อซัพพลายเออร์ที่สนใจ
เมื่อคุณคัดเลือกผู้ค้าส่งที่ต้องการร่วมงานไว้หลายรายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซัพพลายเออร์เหล่านั้น
ขณะติดต่อซัพพลายเออร์ คุณสามารถใช้คำถามต่อไปนี้เป็นแนวทาง เพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
- สินค้าของคุณผลิตหรือประกอบขึ้นที่ประเทศหรือสถานที่ใด
- ระยะเวลาการจัดส่งสำหรับออเดอร์ค้าส่งใช้เวลานานเท่าไร (สำหรับร้านค้าปลีก ความรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสินค้าหมดสต๊อกหมายถึงรายได้ที่หายไป)
- จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำสำหรับการสั่งซื้อแบบค้าส่งคือเท่าไร
- บริษัทของคุณดำเนินธุรกิจมาแล้วกี่ปี
- คุณจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรงหรือไม่
- ฉันสามารถขอซื้อสินค้าตัวอย่างก่อนตัดสินใจสั่งซื้อได้หรือไม่
- นโยบายการคืนสินค้าหรือการเคลมสินค้าเสียหายภายในออเดอร์เป็นอย่างไร
- คุณมีระบบสั่งซื้อค้าส่งแบบดิจิทัลหรือไม่ หรือจำเป็นต้องสั่งซื้อผ่านโทรศัพท์ อีเมล หรือช่องทางอื่น (ระบบเหล่านี้ช่วยลดความผิดพลาดในการสั่งซื้อและความล่าช้าในการจัดส่ง)
- หากออเดอร์ของฉันจัดส่งล่าช้า จะมีแนวทางการจัดการอย่างไร
ซัพพลายเออร์บางรายอาจได้ตอบคำถามเหล่านี้ไว้แล้วในหน้า FAQ ดังนั้นคุณอาจประหยัดเวลาได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์ของพวกเขาก่อนติดต่อโดยตรง
5. สั่งซื้อและรับสินค้า
ก่อนที่จะโอนเงินหรือชำระเงินใด ๆ ควรตกลงรายละเอียดกับซัพพลายเออร์ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสเปกสินค้า จำนวน ราคา กำหนดวันจัดส่ง และเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ จากนั้นบันทึกทุกอย่างไว้ในใบสั่งซื้อที่มีรายละเอียดครบถ้วน
เงื่อนไขการชำระเงินของแต่ละซัพพลายเออร์อาจแตกต่างกัน บางรายต้องชำระเงินล่วงหน้าทั้งหมด ขณะที่บางรายเสนอเงื่อนไขแบบชำระภายใน 30 วันหลังได้รับสินค้า ควรเจรจาเงื่อนไขที่ช่วยปกป้องกระแสเงินสดของธุรกิจคุณ หากคุณเป็นผู้จัดการเรื่องการขนส่งเอง ควรเลือกใช้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อดูแลด้านโลจิสติกส์ การผ่านพิธีการศุลกากร และเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
เมื่อสินค้าถึงมือแล้ว ให้ตรวจสอบทันที ตรวจนับจำนวน ตรวจคุณภาพสินค้า และบันทึกความเสียหายหรือข้อบกพร่องที่พบ หากมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ให้อ้างอิงกลับไปที่ใบสั่งซื้อและเงื่อนไขที่ตกลงไว้ แล้วติดต่อซัพพลายเออร์โดยเร็ว เพื่อเจรจาเปลี่ยนสินค้า หรือขอคืนเงินตามความเหมาะสม
ทำความเข้าใจข้อกำหนดของใบแจ้งหนี้
ใบแจ้งหนี้ค้าส่งคือเอกสารทางกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองทั้งคุณและซัพพลายเออร์ พร้อมช่วยให้การทำบัญชีเป็นระเบียบ ใบแจ้งหนี้ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ระบบบัญชีสะดุด ส่งผลต่อการยื่นภาษี และอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการนำเข้า–ส่งออกสินค้าได้
โดยทั่วไป ใบแจ้งหนี้ค้าส่งควรมีข้อมูลดังต่อไปนี้
- ข้อมูลของซัพพลายเออร์และผู้ซื้อ เช่น ชื่อธุรกิจ ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อ
- หมายเลขใบแจ้งหนี้และวันที่ออกเอกสาร
- รายละเอียดสินค้าและรหัสสินค้า
- จำนวนสินค้าและราคาต่อหน่วย
- ยอดเงินที่ต้องชำระทั้งหมด พร้อมระบุสกุลเงิน
- เงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ชำระภายใน 30 วัน หรือชำระล่วงหน้า
- รายละเอียดการจัดส่งและการรับสินค้า
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือเลข VAT หากมีข้อกำหนด
💡เทคนิคจากมือโปร: หากคุณซื้อสินค้าค้าส่งเพื่อนำไปขายต่อ ระบบของ Shopify สามารถช่วยจัดการเอกสารได้อย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บใบแจ้งหนี้จากซัพพลายเออร์ การติดตามต้นทุน และการเชื่อมต่อกับเครื่องมือบัญชีอย่าง QuickBooks หรือ Xero เพื่อให้ทุกการซื้อแบบเหมาจำนวนมากถูกบันทึกในระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ
เงื่อนไขการชำระเงินและการเจรจาต่อรอง
โครงสร้างการชำระเงินในการซื้อสินค้าค้าส่งมักแบ่งออกเป็นรูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
- การชำระเงินล่วงหน้า: คุณต้องชำระเงิน 100% ก่อนจัดส่งสินค้า เป็นรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำสำหรับซัพพลายเออร์ แต่มีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ซื้อ
- การชำระเงินแบบแบ่งงวด (50/50): ชำระเงินครึ่งหนึ่งล่วงหน้า และอีกครึ่งหนึ่งเมื่อได้รับสินค้า ช่วยกระจายความเสี่ยงให้ทั้งสองฝ่าย
- เงื่อนไขชำระเงินภายหลัง (เช่น ชำระภายใน 15, 30 หรือ 60 วัน): คุณชำระเงินหลังได้รับสินค้า ช่วยให้มีเวลาในการขายสินค้าและบริหารกระแสเงินสด
ในการเจรจา ควรขอเงื่อนไขที่ปรับตามระดับความเชื่อใจ ออเดอร์แรกอาจจำเป็นต้องชำระเงินล่วงหน้า แต่เมื่อคุณแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือแล้ว ควรต่อรองเงื่อนไขเป็นแบบชำระภายใน 30 วัน หรือแบ่งชำระ 50/50 หากต้องติดต่อกับซัพพลายเออร์ต่างประเทศ ควรพิจารณาใช้บริการเอสโครว์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง
6.พิจารณาภาษีศุลกากรและอากรนำเข้า
หากคุณจัดหาสินค้าค้าส่งจากต่างประเทศ ภาษีศุลกากรและอากรนำเข้าเป็นต้นทุนสำคัญที่ต้องคำนึงถึงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงขั้นตอนเอกสารปลายทาง ในประเทศไทย สินค้านำเข้าทุกประเภทต้องผ่านพิธีการศุลกากร และอาจมีค่าใช้จ่ายหลายส่วน ขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า ประเทศต้นทาง และมูลค่าสินค้า
โดยทั่วไปต้นทุนที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย
- อากรขาเข้า ซึ่งคิดตามพิกัดศุลกากรของสินค้า (HS Code) อัตราอากรแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ซึ่งคำนวณจากมูลค่าสินค้า รวมค่าขนส่ง ค่าประกัน และอากรขาเข้า
- ภาษีสรรพสามิต (เฉพาะสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ หรือสินค้าฟุ่มเฟือยบางชนิด)
- ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผ่านพิธีการศุลกากร
ประเทศไทยไม่มีเกณฑ์ยกเว้นภาษีนำเข้าแบบถาวรสำหรับพัสดุเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การนำเข้าสินค้าเพื่อขายต่อ ไม่ว่าจะมีมูลค่าสูงหรือต่ำ ก็มีโอกาสถูกเรียกเก็บอากรและภาษีตามกฎหมายศุลกากร
💡เทคนิคจากโปร: ควรคำนวณอากรและภาษีนำเข้าไว้ในต้นทุนสินค้าตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้กระทบกำไรในภายหลัง หากคุณขายสินค้าออนไลน์ สามารถแยกต้นทุนเหล่านี้ไว้ในโครงสร้างราคา หรือแสดงค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนในขั้นตอนชำระเงิน นอกจากนี้ ควรตรวจสอบพิกัดศุลกากร (HS Code) ให้ถูกต้อง และติดตามข้อมูลอัตราอากรล่าสุดจากกรมศุลกากรไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
หาซัพพลายเออร์ค้าส่งจากที่ไหนดี? รวมตัวเลือกดีที่สุด (อัปเดต)
มีหลายวิธีในการค้นหาซัพพลายเออร์ค้าส่ง มาดูตัวเลือกที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงกัน
1. Faire
Faire คือมาร์เก็ตเพลสค้าส่งออนไลน์ที่เชื่อมต่อร้านค้าปลีกอิสระเข้ากับธุรกิจขนาดเล็กและผู้ผลิตโดยตรง ให้คุณเลือกดูและสั่งซื้อสินค้าค้าส่งผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาในรูปแบบ B2B เพื่อช่วยให้ร้านค้าท้องถิ่นค้นพบและนำเข้าสินค้าจากแบรนด์อิสระที่มีเอกลักษณ์นับพันแบรนด์ ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ เช่น ของใช้ในบ้าน ไลฟ์สไตล์ ความงาม และอื่น ๆ อีกมากมาย
หากคุณใช้ Shopify แอปของ Faire ได้แก่ Faire: Buy Wholesale และ Faire: Sell Wholesale จะช่วยให้คุณซิงก์แคตตาล็อกสินค้า ออเดอร์ และสต๊อกสินค้าเข้ากับระบบหลังบ้านได้โดยตรง พร้อมรองรับเงื่อนไขการชำระเงินแบบผ่อนผันสำหรับร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ช่วยให้การจัดหาสินค้าและการทำบัญชีเป็นระเบียบมากขึ้น ในขณะที่คุณเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ให้กับร้านค้าได้อย่างมั่นใจ
2. มาร์เก็ตเพลสค้าส่ง
ต่อไปนี้คือรายชื่อแพลตฟอร์มเว็บขายส่งทางเลือก ที่คุณสามารถใช้ซื้อสินค้าค้าส่งเพื่อนำไปขายต่อได้
- Alibaba เป็นตลาดออนไลน์ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นจึงมีผู้ค้าส่ง ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายจำนวนมากให้เลือก ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีน
- IndiaMart เป็นตลาดขายส่งออนไลน์ B2B ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย (และใหญ่เป็นอันดับสองในโลก รองจาก Alibaba) มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของผู้จัดหาขายส่งให้เลือกมากมาย ซึ่งหลายรายตั้งอยู่ในอินเดีย
- Global Sources เป็นตลาดขายส่งที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง และผู้จัดหาส่วนใหญ่ที่ระบุอยู่ในเอเชีย
- eWorldTrade เป็นตลาดขายส่งที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้จัดหาขายส่งจากทั่วโลก
- EC21 เป็นตลาดขายส่งที่ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้ โดยมีผู้จัดหามากกว่า 1.5 ล้านราย
- TradeIndia เป็นตลาดขายส่งยอดนิยมอีกแห่งที่ตั้งอยู่ใน (คุณเดาได้เลย) อินเดีย โดยมีมากกว่า 2,000 หมวดหมู่ให้เลือก
- DHgate เป็นตลาดขายส่งอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน โดยมีผู้ขายจำนวนมากในจีน ตุรกี และเกาหลี
- Made-in-China ช่วยเชื่อมโยงผู้ซื้อทั่วโลกกับผู้จัดหาในประเทศจีน
ข้อกำหนดการขายเฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม
มาร์เก็ตเพลสแต่ละแห่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องคุณสมบัติผู้ขาย เอกสารที่ต้องใช้ และรูปแบบการจัดการคำสั่งซื้อ ต่อไปนี้คือภาพรวมแบบย่อของแต่ละแพลตฟอร์ม
1. Alibaba
- ต้องมีบัญชีซัพพลายเออร์ที่ผ่านการยืนยันตัวตน
- ต้องยื่นใบอนุญาตประกอบธุรกิจและเอกสารยืนยันตัวบริษัท
- การจัดการจัดส่งสินค้าเป็นหน้าที่ของผู้ขาย (ยกเว้นกรณีใช้บริการ Alibaba.com Freight)
- สินค้าที่ห้ามขาย ได้แก่ สินค้าปลอมแปลง อาวุธ และสารเคมีที่ถูกควบคุม
2. IndiaMart
- ต้องมีเอกสารยืนยันการจดทะเบียนธุรกิจ
- ผู้ขายในอินเดียต้องจดทะเบียนภาษี GST
- ผู้ขายเป็นผู้ดูแลการจัดส่งและโลจิสติกส์เอง
- สินค้าที่ห้ามขาย ได้แก่ อาวุธปืน ยาเสพติดผิดกฎหมาย และสินค้าปลอม
3. Global Sources
- ต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจและเอกสารรับรองการส่งออกที่ผ่านการตรวจสอบ
- โดยทั่วไปผู้ขายเป็นผู้จัดการการจัดส่งสินค้าเอง
- สินค้าที่ห้ามขาย ได้แก่ วัตถุอันตราย และสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
4. DHgate
- ต้องมีบัญชีผู้ขายพร้อมการยืนยันข้อมูลธุรกิจ
- ต้องยื่นเอกสารยืนยันตัวตน เช่น หนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
- การจัดส่งสามารถทำโดยผู้ขายเองหรือผ่านพาร์ทเนอร์ด้านโลจิสติกส์ของ DHgate
- สินค้าที่ห้ามขาย ได้แก่ สินค้าปลอม เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ และยาที่ถูกห้าม
5. Made-in-China
- ต้องผ่านการยืนยันบริษัทและมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
- สินค้าบางหมวดต้องมีใบรับรองมาตรฐานสินค้า เช่น CE หรือ FDA
- ผู้ขายเป็นผู้จัดการการจัดส่งสินค้า
- สินค้าที่ห้ามขาย ได้แก่ เทคโนโลยีที่ถูกควบคุม สินค้าปลอม และอุปกรณ์ทางทหาร
2. การแนะนำแบบปากต่อปาก
การบอกต่อกันแบบปากต่อปากเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการหาซัพพลายเออร์ค้าส่ง เพราะซัพพลายเออร์เหล่านี้มักผ่านการคัดกรองมาแล้วจากคนที่คุณไว้ใจ ลองสอบถามเครือข่ายของคุณเพื่อขอคำแนะนำ และสังเกตว่ามีชื่อใดถูกพูดถึงซ้ำ ๆ ภายในกลุ่มของคุณหรือไม่
3. ฟอรัมอีคอมเมิร์ซ
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นซื้อสินค้าค้าส่งและยังไม่รู้จักใครในวงการโดยตรง ก็ไม่ต้องกังวล ยังมีฟอรัมอีคอมเมิร์ซ กลุ่ม Facebook และชุมชนบน Reddit ที่เปิดโอกาสให้คุณเชื่อมต่อกับเจ้าของธุรกิจค้าปลีกรายอื่นทางออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ซัพพลายเออร์ค้าส่งเองก็มักเข้ามาอยู่ในฟอรัมเหล่านี้ เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เช่นกัน
4. ค้นหาบน Google
หากคุณยังหาซัพพลายเออร์ไม่เจอ การใช้ Google แบบตรงไปตรงมาก็ยังได้ผล แต่ต้องค้นหาให้ลึกกว่าปกติ เพราะผลการค้นหาอันดับต้น ๆ มักเป็นคนกลางที่ทำ SEO เก่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือที่สุดเสมอไป
ลองเลื่อนดูผลลัพธ์เกินกว่าหน้าแรก ปรับคำค้นหาโดยเพิ่มคำอย่าง “ผู้จัดจำหน่ายขายส่ง”, “ซัพพลายเออร์ขายยก”, หรือ “สั่งขั้นต่ำ 100 ชิ้น” และใส่กลุ่มสินค้าที่คุณสนใจเข้าไปด้วย เช่น “ขายส่งอุปกรณ์ครัวรักษ์โลก”
และเช่นเคย อย่าเพิ่งเชื่อทันทีโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อน
💡เทคนิคจากมือโปร: ใช้ฟีเจอร์การค้นหาขั้นสูงของ Google เพื่อกรองตามภูมิภาคหรือประเภทไฟล์ เช่น PDF ซึ่งอาจช่วยให้คุณเจอแคตตาล็อกซัพพลายเออร์ที่ไม่ค่อยปรากฏในผลการค้นหาทั่วไป
เริ่มต้นซื้อ–ขายสินค้าค้าส่งอย่างจริงจังไปกับ Shopify
การซื้อสินค้าค้าส่งมาขายต่อไม่ใช่แค่เรื่องหาแหล่งของถูก แต่ต้องอาศัยการทำการบ้านที่ดี ความอดทน และความรอบคอบพอสมควร ตั้งแต่การคัดกรองซัพพลายเออร์ ตรวจเอกสารให้ถูกต้อง ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนและกำไรให้ชัดก่อนตัดสินใจสั่งออเดอร์
หากคุณไม่ได้ซื้อสินค้าค้าส่งมาใช้เอง การมีใบอนุญาตและเอกสารทางธุรกิจที่ถูกต้องคือสิ่งจำเป็น และยิ่งคุณเปรียบเทียบซัพพลายเออร์หลายเจ้า ต่อรองเงื่อนไขให้เหมาะกับกระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขก่อนผูกมัดมากเท่าไร โอกาสรักษามาร์จิ้นให้แข็งแรงก็ยิ่งสูงขึ้น
ตรงจุดนี้เองที่ Shopify เข้ามามีบทบาทมากกว่าแค่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ นอกจากเชื่อมต่อกับแหล่งสินค้าค้าส่งผ่านอินทิเกรชันอย่าง Faire แล้ว Shopify ยังช่วยให้คุณติดตามสต๊อก จัดการออเดอร์ล็อตใหญ่ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า B2B ได้ในที่เดียว คุณยังสามารถเปิดร้านค้าส่งแบบจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงภายในเว็บไซต์ Shopify ของคุณเองได้อีกด้วย เมื่อธุรกิจพร้อมขยับจาก “ซื้อค้าส่ง” ไปสู่ “ขายค้าส่ง” ทุกระบบก็พร้อมรองรับการเติบโตแบบไม่สะดุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีซื้อของราคาส่งมาขาย
คนทั่วไปสามารถซื้อของราคาส่งมาขายได้หรือไม่
คนทั่วไปสามารถซื้อสินค้าจากแหล่งค้าส่งได้ในบางกรณี แต่โดยมากมักต้องซื้อในปริมาณมาก หรือสมัครสมาชิกตามเงื่อนไขของผู้ขาย สำหรับผู้ที่สนใจวิธีซื้อของราคาส่งมาขายอย่างจริงจัง ซัพพลายเออร์ค้าส่งส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่ซื้อสินค้าไปขายต่อเป็นหลัก แต่อาจเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้ในวงจำกัด
ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มซื้อของราคาส่งมาขายอย่างไร
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเตรียมเอกสารทางธุรกิจให้ถูกต้อง จากนั้นสมัครเปิดบัญชีกับผู้ค้าส่งที่เหมาะกับรูปแบบร้านของตน ซึ่งมักมีเงื่อนไขจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ ควบคู่กับการศึกษาตลาด เลือกสินค้า และคำนวณต้นทุนให้สอดคล้องกับแนวทางการขาย เพื่อให้วิธีซื้อของราคาส่งมาขายสามารถสร้างกำไรได้จริง
จะเข้าถึงสินค้าราคาขายส่งได้อย่างไร
การเข้าถึงราคาค้าส่งสามารถทำได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้แพลตฟอร์มค้าส่งออนไลน์อย่าง Faire, Alibaba หรือ IndiaMart การติดต่อผู้ผลิตโดยตรง หรือการเข้าร่วมเครือข่ายผู้ค้าส่งเฉพาะทาง โดยทั่วไป ผู้ค้าส่งเหล่านี้มักขอเอกสารยืนยันสถานะทางธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าถูกนำไปขายต่อจริง ไม่ใช่ซื้อไปใช้ส่วนตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของวิธีซื้อของราคาส่งมาขายอย่างถูกต้องและเป็นระบบ
จะซื้อของราคาส่งมาขาย จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป ผู้ค้าส่งบางรายยินดีขายให้กับเจ้าของกิจการรายบุคคล หากมีเอกสารประกอบธุรกิจครบถ้วน อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ คุ้มครองทางกฎหมาย และเปิดโอกาสให้เข้าถึงซัพพลายเออร์รายใหญ่ได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่วางแผนทำวิธีซื้อของราคาส่งมาขายในระยะยาว
จะซื้อของราคาส่ง จำเป็นต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือไม่
ในหลายกรณี การมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการซื้อสินค้าราคาส่งเพื่อนำไปขายต่อ เพราะช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้อง และรองรับการจัดการภาษีเมื่อมีการขายสินค้า ข้อกำหนดอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ดังนั้นควรตรวจสอบกฎระเบียบท้องถิ่นก่อนเริ่มวิธีซื้อของราคาส่งมาขายอย่างจริงจัง


