นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นช่องทางโฆษณาแบบเสียเงินในปี 2012 Google Shopping Ad ก็กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมของทั้งนักช้อปและนักโฆษณา โฆษณารูปแบบนี้ถือเป็นหนึ่งในโฆษณาที่ถูกคลิกมากที่สุดของ Google และมีส่วนรับผิดชอบถึง 76.4% ของการค้นหาและการใช้จ่ายในหมวดค้าปลีกทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา
Google Shopping Ad พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉลาดขึ้น ตั้งค่าได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงผู้คนได้กว้างขึ้น คู่มือนี้จะพาคุณไปรู้จักขั้นตอนการตั้งค่าสินค้าสำหรับ Shopping Ads แบบละเอียด พร้อมอธิบายวิธีใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคนิคต่างๆ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Google Shopping Ad คืออะไร
Google Shopping Ad หรือที่เรียกว่า Product Listing Ads (PLAs) คือโฆษณาแบบเสียเงินที่ช่วยให้ร้านค้าและแบรนด์อีคอมเมิร์ซแสดงสินค้าของตัวเองได้โดยตรงบนหน้าผลการค้นหา (SERP) โฆษณาเหล่านี้จะแสดงรูปสินค้า ชื่อสินค้า ราคา และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ซื้อสามารถดูและเปรียบเทียบสินค้าได้ง่าย ในรูปแบบที่เห็นภาพชัดและน่าสนใจ
การตั้งค่า Google Shopping Ad ร้านค้าจำเป็นต้อง
- สร้างบัญชี Google Merchant Center
- อัปโหลดฟีดข้อมูลสินค้า
- เชื่อมต่อบัญชี Merchant Center เข้ากับบัญชี Google Ads
จากนั้นระบบจะสร้างและแสดงโฆษณาโดยอัตโนมัติ โดยอิงจากข้อมูลสินค้าและคำค้นหาของผู้ใช้งาน
โฆษณา Google Shopping ปรากฏที่ด้านบนของ SERPs
โฆษณา Shopping สามารถแสดงผลได้ในหลากหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น
- แท็บ Shopping บนหน้าผลการค้นหา (SERPs)
- เว็บไซต์พาร์ตเนอร์ด้านการค้นหา
- บริการและแอปเปรียบเทียบราคา Google Shopping ทั้งบน iOS และ Android
- YouTube
โฆษณาเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มการมองเห็นของแบรนด์บนเสิร์ชเอนจิน ดึงกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ร้านค้า และส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีสมัคร Google Shopping Ad
แคมเปญ Google Shopping Ad ทำงานผ่านสองแพลตฟอร์มหลัก คือ Google Ads และ Google Merchant Center โดย Google Ads เป็นที่ที่คุณใช้จัดการแคมเปญ Shopping ตั้งงบประมาณ บริหารบิด ดูข้อมูลเชิงลึก และปรับแต่งประสิทธิภาพของโฆษณา ส่วนบัญชี Google Merchant Center จะใช้เก็บฟีดข้อมูลสินค้า รวมถึงรายละเอียดเรื่องการจัดส่งและภาษีการขาย Google จะนำข้อมูลจากฟีดสินค้าของคุณไปสร้างเป็นโฆษณา Shopping
ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างโฆษณาแบบข้อความทั่วไปกับ Shopping Ads คือ Google จะใช้ข้อมูลจากฟีดสินค้าและ SEO ด้านอีคอมเมิร์ซของคุณ เพื่อกำหนดว่าคำค้นหาใดจะเป็นตัวกระตุ้นให้โฆษณา Shopping ของคุณแสดงผล
วิธีสมัครใช้งานมีดังนี้
1. สร้างบัญชี Google Merchant Center
Google Merchant Center คือศูนย์กลางของโฆษณา Shopping ทั้งหมด เป็นที่เก็บฟีดสินค้า และใช้ตั้งค่ากฎเรื่องภาษีและการจัดส่ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรัน Google Shopping Ad
เคล็ดลับสำหรับการตั้งค่าบัญชี Google Merchant Center ของคุณ
- เข้าถึงผู้ให้บริการโดเมนของคุณ: คุณต้องยืนยันและอ้างสิทธิ์ชื่อโดเมนเพื่อใช้งานกับ Merchant Center วิธีที่ง่ายที่สุดคือเข้าสู่ระบบผู้ให้บริการโดเมน แล้วอนุญาตให้ Google เข้าถึงข้อมูลโดเมน
- รู้จักการตั้งค่าภาษีและการจัดส่งของคุณ: ตั้งค่าภาษีและการจัดส่งได้ที่เมนู General Settings สำหรับภาษีการขาย คุณสามารถกรอกอัตราภาษีเอง หรือเลือกเฉพาะรัฐที่คุณเรียกเก็บภาษี และให้ Google คำนวณอัตราให้โดยอัตโนมัติ ส่วนการจัดส่ง คุณสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ราคาคงที่ ซึ่งอาจรวมการจัดส่งฟรีด้วย ใช้ราคาที่คำนวณจากผู้ให้บริการขนส่งที่คุณใช้งาน หรือกำหนดราคาตามตารางและกฎที่ตั้งไว้
- เชื่อมโยง Merchant Center กับ Google Ads: ไปที่ Settings และ Ads จากนั้นคลิก Account Linking คุณจะต้องใช้ Google Ads ID จำนวน 10 หลัก และอีเมลที่มีสิทธิ์ผู้ดูแลระบบในทั้งสองบัญชี
หากคุณยังไม่มีบัญชี Google Ads จำเป็นต้องสร้างบัญชีก่อน สามารถดูคู่มือการตั้งค่า Google Ads ของ Shopify เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้
2. เลือกประเภทแคมเปญ
ประเภทแคมเปญจะกำหนดวิธีการจัดโครงสร้างและบริหารโฆษณาสินค้าของคุณ รวมถึงตำแหน่งที่โฆษณาจะแสดงบนหน้า SERP โดยประเภทของ Google Shopping campaign ที่ใช้กันมาก มีดังนี้
โฆษณา Performance Max (เดิมเรียกว่า Smart Shopping)
Performance Max ads ใช้แมชชีนเลิร์นนิงในการปรับการแสดงโฆษณาให้เหมาะสมในหลายช่องทาง พร้อมกัน แคมเปญประเภทนี้ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย โดยคุณต้องเลือกเป้าหมายการคอนเวอร์ชัน เช่น ยอดขายออนไลน์ การสร้างลีด หรือทราฟฟิกเข้าสู่เว็บไซต์
ในการตั้งค่าโฆษณา Performance Max ให้ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google Ads ของคุณและคลิกปุ่ม + แคมเปญใหม่ เลือกวัตถุประสงค์การขาย ตั้งเป้าหมายการแปลง และจากนั้นเลือก Performance Max เป็นประเภทแคมเปญ
เลือกตัวเลือก Performance Max
จากนั้น เลือกบัญชีที่จะใช้รันโฆษณา และเลือกประเทศที่คุณต้องการแสดงโฆษณา ตั้งชื่อแคมเปญให้เรียบร้อย แล้วคลิก Continue
เคล็ดลับจากมืออาชีพ: คุณควรตั้งชื่อแคมเปญให้สื่อความหมายและแยกแยะได้ชัดเจน เช่น ใช้ชื่ออย่าง “รองเท้าฟิตเนสสีดำ” เพื่อให้คุณรู้ทันทีว่าแคมเปญนั้นเกี่ยวกับอะไร เมื่อเข้ามาดูหรือจัดการภายหลัง
หลังจากนั้น ระบบจะพาคุณเข้าสู่ส่วนของตัวสร้างโฆษณา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่คุณสามารถกรอกข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับแคมเปญได้
เลือกงบประมาณแคมเปญ Google Shopping ของคุณ
ขั้นแรก ให้กำหนดงบประมาณต่อวันของคุณ และเลือกกลยุทธ์การประมูล คุณสามารถเลือกได้ระหว่าง Conversions ซึ่งจะโฟกัสไปที่การกระทำที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ หรือ Conversion value ที่จะปรับการแสดงโฆษณาให้เน้นสร้างรายได้สูงสุด
หากนี่เป็นแคมเปญ Performance Max แรกของคุณ แนะนำให้ยังไม่ต้องเลือกตัวเลือก target cost per action ในตอนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ Google ได้เรียนรู้และค้นหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่เหมาะกับแคมเปญของคุณ
ถัดมา ให้ตั้งค่า Campaign settings ในส่วนนี้คุณจะต้องระบุพื้นที่ที่ต้องการแสดงโฆษณา ภาษา และการตั้งค่า Final URL expansion ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ Performance Max ads โดยเมื่อคุณเลือก Send traffic to the most relevant URLs on your site คุณจะอนุญาตให้ Google ปรับหัวข้อโฆษณาให้สอดคล้องกับเจตนาการค้นหาของผู้ใช้ และส่งทราฟฟิกไปยังหน้าแลนดิ้งเพจที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสในการเกิดคอนเวอร์ชัน
เลือกตำแหน่งและภาษาที่คุณต้องการมุ่งเป้า
คลิก Next เพื่อไปยังแท็บ Asset group ในแดชบอร์ด Google Ads ของคุณ ขั้นตอนนี้จะแตกต่างจากการตั้งค่าโฆษณา Google แบบดั้งเดิม เพราะคุณจะต้องเพิ่มรูปแบบของแอสเซตโฆษณาหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ โลโก้ วิดีโอ หัวข้อโฆษณา หัวข้อยาว และคำอธิบาย เมื่อกรอกข้อมูลครบแล้ว ให้เลือกปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการ หรือ call to action เช่น “Shop Now” และใส่ชื่อธุรกิจของคุณ
อีกส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการสร้าง Audience Signal ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเองที่ช่วยให้ Google มีจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้และค้นหากลุ่มผู้ชมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแสดงโฆษณาของคุณ
สร้าง Audience Signal
สุดท้าย ให้เพิ่มส่วนขยายไซต์ลิงก์ เพื่อพาผู้คนไปยังหน้าต่างๆ ที่เฉพาะเจาะจงบนเว็บไซต์ของคุณ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถส่งผู้ใช้จากโฆษณาไปยังหน้า FAQ หรือหน้าฝ่ายบริการลูกค้าได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่ม extensions อื่นๆ เช่น ราคา และโปรโมชัน เพื่อให้ข้อมูลกับผู้ชมมากขึ้น
คุณสามารถเพิ่มส่วนขยาย Google Ad ได้มากเท่าที่ต้องการ เนื่องจาก Performance Max ads เป็นการผสานระหว่างโฆษณาแบบ Search และ Shopping ดังนั้น ยิ่งคุณใส่ข้อมูลให้ผู้ชมมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้โฆษณาทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การตั้งค่าส่วนขยายลิงก์เว็บไซต์ Google Ads
โฆษณา Shopping แบบมาตรฐาน
แคมเปญ Standard Shopping ให้คุณควบคุมการตั้งค่าต่างๆ ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาเสนอ (bids) การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และองค์ประกอบของโฆษณา แต่จะไม่มีระบบอัตโนมัติขั้นสูงเหมือน Performance Max ads
หากต้องการตั้งค่า Standard Shopping ads ให้เลือกเป้าหมายแคมเปญเป็น Sales และเลือกประเภทแคมเปญเป็น Shopping
การเลือกวัตถุประสงค์และประเภทแคมเปญ Google Ads
จากนั้นให้เลือกบัญชี Merchant Center และประเทศที่ต้องการแสดงโฆษณา แล้วเลือกประเภทย่อยของแคมเปญเป็น Standard Shopping
การตั้งค่าแคมเปญ Google Ads Shopping
จากนั้นตั้งชื่อแคมเปญของคุณ เลือก Target ROAS เป็นกลยุทธ์การประมูล และกรอกค่า ROAS ที่ต้องการ
การตั้งค่าแคมเปญ Google Ads Shopping
หากคุณต้องการเน้นประสิทธิภาพมากกว่าการเข้าถึง ให้ยกเลิกการเลือก Search Partners และ Include YouTube, Gmail, and Discover อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเหล่านี้สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับประเภทธุรกิจบางรูปแบบได้ ดังนั้นหากคุณต้องการเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น ก็สามารถเลือกตัวเลือกเหล่านี้ไว้ได้
ตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายแคมเปญโฆษณาสำหรับเครือข่าย อุปกรณ์ และสถานที่ใน Google Ads
สุดท้าย ให้สร้างกลุ่มโฆษณาของคุณโดยตั้งชื่อและกำหนดราคาเสนอ Bid หากมีการใช้งาน
โฆษณาสินค้าคงคลังในร้าน (LIA)
โฆษณาสินค้าคงคลังในร้านเหมาะอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าที่มีหน้าร้านจริง โฆษณาประเภทนี้จะแสดงขึ้นเมื่อผู้ซื้ออยู่ใกล้ร้านของคุณ และจะมีข้อความไฮไลต์ เช่น “Pick up today” หรือข้อความในลักษณะเดียวกัน
ผลการค้นหาของ Google ของ “เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง” ที่แสดงให้เห็นโฆษณาสินค้าต่างๆ
วิธีตั้งค่าโฆษณาสินค้าคงคลังในร้านมีขั้นตอนดังนี้
- เปิดใช้งานโฆษณาสินค้าคงคลังในร้านใน Google Merchant Center
- สร้างและส่งฟีดสินค้าคงคลังในร้าน
- ส่งคำขอให้ Google ตรวจสอบสต็อกสินค้า
- เปิดใช้งานโฆษณาสินค้าคงคลังในร้าน ภายในแคมเปญ Shopping ของคุณ
Google อาจทำการตรวจสอบสต็อกสินค้าหน้าร้านของคุณด้วยการลงพื้นที่จริงหรือการติดต่อทางโทรศัพท์ หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่าการตรวจสอบสต็อกสินค้า แนะนำให้ดูบทความช่วยเหลือของ Google
3. การสร้างโฆษณา Google Shopping
ก่อนเริ่มต้น คุณจำเป็นต้องสร้างฟีดสำหรับสินค้าให้ดี เพราะข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ Google ใช้ในการสร้างแคมเปญหรือรายการโฆษณา Shopping ของคุณ
ตัวเลือกในการสร้างฟีดสำหรับสินค้ามีดังนี้
- สร้างฟีดแบบเมนวลโดยใช้ Google Sheets: เหมาะสำหรับจำนวน SKU ที่น้อย
- เครื่องมืดจัดการฟีด เช่น GoDataFeed หรือ DataFeedWatch: ดึงข้อมูลจากร้านค้าของคุณโดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมาะสำหรับสินค้าคงคลังขนาดใหญ่
- แอป Shopify: แอปที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับร้านค้า Shopify เช่น แอป Google และ YouTube
เคล็ดลับดีๆ ในการสร้างฟีด
ต่างจากโฆษณาแบบดั้งเดิม โฆษณา Shopping จะไม่ใช้การประมูลคีย์เวิร์ด Google จะสแกนข้อมูลจาก product feed และหน้าแสดงรายละเอียดสินค้า เพื่อพิจารณาว่าควรแสดงโฆษณาของคุณกับคำค้นหาใดบ้าง ดังนั้น การปรับแต่งองค์ประกอบสำคัญใน product feed จึงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้สินค้าของคุณปรากฏในผลการค้นหาที่ต้องการ
องค์ประกอบสำคัญของฟีดสำหรับสินค้า ประกอบด้วย
ชื่อสินค้า
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของ product feed ชื่อสินค้าจะบอกทั้งผู้ซื้อและ Google ว่าสินค้าของคุณคืออะไร และมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจว่าโฆษณาของคุณจะถูกแสดงในผลการค้นหาเมื่อใด
โฆษณา Google สำหรับเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซที่บ้านจากร้านต่างๆ
ตัวอย่างเช่น ชื่อสินค้าอย่าง “Breville Espresso Machine” ถือว่ายังอ่อนและไม่ชัดเจนพอ ชื่อที่แข็งแรงกว่าและให้ข้อมูลครบถ้วนมากขึ้นคือ “Breville Barista Express BES870XL Espresso Machine with Dual Burners Stainless Steel” หากคุณใช้เครื่องมือจัดการฟีดสินค้า คุณสามารถตั้งกฎเพื่อดึงแอตทริบิวต์หลายรายการมารวมกันเป็นชื่อสินค้าที่ละเอียดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
ควรใส่ข้อมูลสินค้าที่เป็นประโยชน์ที่สุดลงไปในชื่อสินค้า โดยช่อง Product title มีความยาวได้สูงสุด 150 ตัวอักษร ทั้งนี้ Google จะให้น้ำหนักกับคำที่อยู่ช่วงต้นของชื่อสินค้ามากเป็นพิเศษ ดังนั้นโครงสร้างและลำดับคำจึงเป็นสิ่งที่ควรวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้สินค้าแสดงผลตรงกับคำค้นหาที่ต้องการมากที่สุด
คำอธิบายสินค้า
แม้ว่าส่วนนี้จะแสดงให้ผู้ใช้เห็นเป็นหลักในแท็บ Shopping แต่ Google จะสแกนข้อมูลในช่องนี้เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดสำคัญของสินค้า ดังนั้นควรเขียนคำอธิบายที่ชัดเจน น่าสนใจ และให้ข้อมูลครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการโฟกัสการแสดงผลใน Shopping tab แบบ free listings
หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ของ Google
เลือกหมวดหมู่สินค้าตามการแบ่งหมวดหมู่ของ Google และควรเลือกให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากขายเดรส แทนที่จะเลือกเพียง “Apparel & Accessories” ควรเลือกเป็น Apparel & Accessories > Clothing > Dresses เพื่อให้ Google เข้าใจประเภทสินค้าของคุณได้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น
ประเภทผลิตภัณฑ์ของ Google
ช่องนี้เป็นฟิลด์แบบอิสระ ที่คุณสามารถใส่คีย์เวิร์ดหลักที่เกี่ยวข้องกับสินค้าได้ โดยข้อมูลส่วนนี้จะแสดงให้ Google เห็นเท่านั้น ผู้ซื้อจะไม่เห็น จึงเปิดโอกาสให้คุณใส่คำหรือวลีที่ช่วยเสริมการจับคู่กับการค้นหาได้อย่างยืดหยุ่น
ภาพถ่าย
รองจากราคาแล้ว รูปภาพสินค้ามีอิทธิพลต่ออัตราการคลิกอย่างมาก Google มักแนะนำให้ใช้ภาพสินค้าที่มีพื้นหลังสีขาวเรียบ แต่ภาพที่แสดงสินค้าในบริบทการใช้งานจริงก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน อย่าลืมครอปรูปให้เหมาะสมกับการแสดงผลแบบ thumbnail เพื่อให้จุดเด่นของสินค้าเห็นได้ชัดเจน
จุดเด่นของสินค้า
ใส่จุดเด่นของสินค้า 4–6 ข้อ (สูงสุดไม่เกิน 10 ข้อ) โดยแต่ละข้อมีความยาวไม่เกิน 150 ตัวอักษร ลักษณะจะคล้าย bullet points ในหน้ารายละเอียดสินค้าของ Amazon ใช้ส่วนนี้เพื่อเน้นคุณสมบัติหรือประโยชน์สำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
การระบุราคาขาย
Google สามารถไฮไลต์การลดราคาสินค้าได้ แต่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อความเป็นธรรม ผู้ขายต้องเคยตั้งราคาปกติ (ราคาที่ไม่ใช่ราคาลด) อย่างน้อย 30 วันแบบไม่จำเป็นต้องต่อเนื่อง ภายในช่วง 200 วันที่ผ่านมา และราคาลดต้องต่ำกว่าราคาปกติอย่างน้อย 5% แต่ไม่เกิน 90% ระบบนี้ช่วยรักษาความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของราคาและโปรโมชัน
รายละเอียดสินค้า
ส่วนนี้เปิดโอกาสให้คุณใส่ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในแอตทริบิวต์อื่น ๆ เป็นที่ที่เหมาะมากๆ สำหรับรายละเอียดเชิงเทคนิค เช่น ขนาดสินค้า สเปก หรือข้อมูลด้านความเข้ากันได้ หากเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของลูกค้า
ราคา
แม้ว่ารูปภาพจะช่วยดึงดูดสายตา แต่ราคามักเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการคลิกมากที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่คุณขายสินค้าชนิดเดียวกับร้านอื่น ๆ หรืออยู่ในตลาดที่ลูกค้าอ่อนไหวต่อราคา
องค์ประกอบฟีดอื่น ๆ ที่สำคัญ
แบรนด์
การระบุแบรนด์มีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าแบรนด์ของตัวเองหรือเป็นผู้จำหน่ายต่อก็ตาม ควรใส่ชื่อแบรนด์ของสินค้าทุกชิ้นใน product feed เนื่องจากผู้ซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความตั้งใจซื้อสูง มักค้นหาสินค้าด้วยชื่อแบรนด์โดยตรง
หมวดหมู่เสื้อผ้า
หากคุณขายสินค้าในกลุ่มเครื่องแต่งกาย จำเป็นต้องระบุข้อมูลเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
- เพศ: ชาย หญิง หรือยูนิเซ็กซ์
- กลุ่มอายุ: ทารกแรกเกิด ทารก เด็กเล็ก เด็ก ผู้ใหญ่
- ไซส์: หมายเลขหรือขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เป็นต้น
- ประเภทไซส์: ปกติ ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่พิเศษ มารดา
- ระบบไซส์: สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เป็นต้น
- สี
หมายเลขสินค้าและรหัสระบุสินค้าสากล
Manufacturer’s Product Number (MPN) และ Global Trade Identification Number (GTIN) เป็นข้อมูลสำคัญเช่นกัน ในทวีปอเมริกาเหนือ UPC (หรือ ISBN สำหรับหนังสือ) จะถูกใช้เป็น GTIN
แม้ว่าในอดีต Google จะกำหนดให้ระบุเพียง 2 ใน 3 อย่าง ได้แก่ brand, MPN หรือ GTIN แต่ปัจจุบัน GTIN กลายเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับสินค้าทุกชิ้นที่ผู้ผลิตกำหนดรหัสนี้ไว้ หากคุณเป็นผู้จำหน่ายสินค้า (reseller) คุณจำเป็นต้องขอข้อมูล GTIN จากผู้ผลิตโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการที่สินค้าถูก Google ปฏิเสธไม่ให้แสดงผล
ภาษีการขายและการจัดส่ง
ในแท็บ Account settings ของ Google Merchant Center คุณสามารถกำหนดอัตราภาษีการขาย รัฐที่ต้องเรียกเก็บภาษี และกฎการจัดส่งสินค้าได้ โดยมีตัวเลือกการจัดส่งหลายรูปแบบ เช่น จัดส่งฟรี อัตราค่าจัดส่งแบบเหมาจ่าย หรือคำนวณค่าจัดส่งตามผู้ให้บริการขนส่ง
ข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ
- Google กำหนดให้ต้องระบุข้อมูลเกี่ยวกับสถานะสินค้าและสภาพสินค้า ตัวเลือกสถานะสินค้าที่รองรับ ได้แก่ “in stock” (มีสินค้า) “out of stock” (สินค้าหมด) และ “preorder” (สั่งจองล่วงหน้า) ส่วนสภาพสินค้ามี “new” (สินค้าใหม่) และ “used” (สินค้ามือสอง) หากไม่ระบุข้อมูลเหล่านี้ สินค้าจะไม่สามารถแสดงผลใน Google Shopping ได้
ป้ายกำกับที่กำหนดเอง
ป้ายกำกับแบบกำหนดเอง แม้จะไม่ใช่ข้อมูลบังคับ แต่มีประโยชน์อย่างมากต่อการบริหารแคมเปญและการปรับกลยุทธ์การประมูลราคา
เมื่อสร้างแคมเปญใหม่ใน Google Ads คุณสามารถจัดกลุ่มสินค้าได้ตามแบรนด์ หมวดหมู่ custom label หรือคุณสมบัติอื่น ๆ ที่มีให้เลือก การตั้ง label เช่น “Top Sellers” “Spring Category” หรือ “Holiday” จะช่วยให้การกรองและจัดระเบียบแคมเปญในภายหลังทำได้ง่ายขึ้น
4. เข้าใจระบบการเสนอราคาของ Google
คุณสามารถตั้งราคาเสนอ (bid) ในระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายในแต่ละกลุ่มโฆษณาได้ ซึ่งช่วยให้กำหนด bid ที่แตกต่างกันตามหมวดหมู่หรือประเภทสินค้าได้อย่างยืดหยุ่น
กลยุทธ์การประมูลราคาที่ใช้กันมากที่สุด ได้แก่
- ต้นทุนต่อคลิก (CPC): จ่ายเงินต่อหนึ่งคลิกที่เกิดขึ้นกับโฆษณา
- ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชัน (CPA): จ่ายเงินต่อหนึ่งคอนเวอร์ชัน เช่น การสั่งซื้อหรือการสมัครสมาชิกใหม่
- ผลตอบแทนจากการใช้จ่ายโฆษณา (ROAS): กำหนดรายได้ที่ต้องการให้ได้ต่อเงินโฆษณาทุก 1 ดอลลาร์ที่ใช้ไป
นอกจากนี้ คุณยังสามารถปรับ bid ตามประเภทอุปกรณ์ สถานที่ ช่วงเวลา และลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Smart Bidding ซึ่งมักใช้ร่วมกับ Performance Max ads จะใช้แมชชีนเลิร์นนิงในการวิเคราะห์สัญญาณนับล้านภายในเสี้ยววินาที เพื่อปรับ bid ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ ระบบนี้ใช้หลักการ “auction-time bidding” โดยจะปรับราคาเสนอแบบเรียลไทม์สำหรับผู้ชมแต่ละราย ตามความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้นั้นจะทำการซื้อ
ประโยชน์ของโฆษณา Google Shopping คืออะไร
- การค้นพบสินค้า: ผู้ซื้อสามารถพบเจอสินค้าที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อนจากผลการค้นหาแบบออร์แกนิกหรือช่องทางอื่น
- เพิ่มการมองเห็นและทราฟฟิก: โฆษณาแสดงในตำแหน่งด้านบนของหน้าผลการค้นหาของ Google ช่วยดึงทราฟฟิกที่ตรงกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้น
- ดึงดูดผู้ซื้อที่เกี่ยวข้องจริง: Shopping ads แสดงผลจากการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า ทำให้โฆษณาปรากฏต่อผู้ใช้ที่มีความสนใจในสินค้านั้นอยู่แล้ว
- ติดตามประสิทธิภาพได้อย่างละเอียด: Google ให้ข้อมูลเชิงลึกและตัวชี้วัดประสิทธิภาพอย่างละเอียด ช่วยให้คุณปรับปรุงแคมเปญในอนาคตและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)
- โอกาสในการทำรีมาร์เก็ตติ้ง: สามารถผสาน Shopping ads เข้ากับแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้ง เพื่อแสดงโฆษณาซ้ำให้กับผู้ที่เคยเข้าชมหรือแสดงความสนใจในสินค้าของคุณมาก่อน
ประเภทของการแสดงผลสินค้าใน Google
แม้ว่าการแสดงผลสินค้าฟรี จะกลับมาในผลการค้นหา Shopping อีกครั้ง การลงทุนในแคมเปญ Shopping แบบชำระเงินยังคงเป็นประโยชน์อย่างมาก หากคุณต้องการเพิ่มการเข้าชมจากผู้ซื้อออนไลน์ผ่าน Google ให้สูงสุด
ตำแหน่งโฆษณาแบบชำระเงิน
ตำแหน่งที่เด่นที่สุดในผลลัพธ์ของ Shopping ยังคงเป็นแบบชำระเงินทั้งหมด รวมถึง 100% ของผลลัพธ์บนหน้าผลการค้นหาหลักของ Google
ด้วยตำแหน่งที่อยู่ด้านบนสุดของหน้าผลการค้นหา ทำให้รายการเหล่านี้ได้รับคลิกมากที่สุดสำหรับการค้นหาสินค้า
โฆษณา Google สำหรับเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซที่บ้านจากร้านต่างๆ
การแสดงผลสินค้าแบบฟรี
การแสดงผลสินค้าแบบฟรีสามารถปรากฏได้ในแท็บ Shopping, ผลลัพธ์ของ Google Images, Google Lens และช่องทางอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ขายส่วนใหญ่ การเข้าชมจากรายการฟรีเพียงอย่างเดียวมักจะมีจำกัด แม้แต่ในแท็บ Shopping รายการที่เด่นและได้รับความสนใจมากที่สุดก็ยังคงเป็นแบบชำระเงิน โดยรายการฟรีจะแสดงอยู่ด้านล่างของผลลัพธ์
โฆษณา Google Shopping สำหรับเครื่องชงกาแฟที่ดีที่สุดจากร้านต่างๆ
แม้ว่าโฆษณา Shopping ฟรีจะไม่เปลี่ยนแปลงธุรกิจของคุณอย่างมาก แต่ก็สามารถสร้างความแตกต่างและทำหน้าที่เป็นวิธีการทดสอบศักยภาพของโฆษณาที่ต้องชำระเงินได้
เปรียบเทียบ Google Shopping Ad กับประเภทโฆษณาอื่นๆ
Google Shopping Ad มอบประสบการณ์ที่มีภาพสวยงามและดึงดูดสายตา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับแบรนด์อีคอมเมิร์ซ เพราะโฆษณาเหล่านี้แสดงรูปสินค้า ราคา และข้อมูลสำคัญ ให้เห็นชัดตั้งแต่แรก ช่วยให้ผู้ซื้อค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าได้ง่าย
โฆษณา Shopping กับโฆษณาข้อความ
โฆษณา Shopping มีข้อมูลมากกว่าและโปร่งใสมากกว่าโฆษณาข้อความแบบดั้งเดิม ใช้งานสามารถประเมินสินค้าได้จากรูปลักษณ์ ราคา และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ก่อนคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผู้ขาย
โฆษณาเหล่านี้จะถูกกระตุ้นโดยคำค้นหาที่เกี่ยวกับสินค้าโดยเฉพาะ ทำให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพสูง และมีโอกาสแปลงเป็นยอดขายสูงกว่าการตั้งเป้าหมายด้วยคีย์เวิร์ดทั่วไปที่ใช้ในโฆษณาประเภทอื่น
Shopping Ads กับโฆษณาแสดงผล
แม้ว่าโฆษณาแบบแสดงผลจะสามารถมีภาพประกอบได้ แต่ส่วนใหญ่จะพึ่งพาการตั้งเป้าหมายตามบริบทหรือกลุ่มผู้ชม ซึ่งไม่ได้ตรงกับความสนใจหรือความตั้งใจค้นหาสินค้าของผู้ใช้งานในขณะนั้นเสมอไป
ในทางกลับกัน Shopping Ads จะตรงกับการค้นหาที่เน้นสินค้าโดยเฉพาะ ทำให้เป็นช่องทางโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า สำหรับแบรนด์อีคอมเมิร์ซ
กลยุทธ์การทำ Google Shopping Ad เพื่อสร้างรายได้ให้ได้มากที่สุด
1. ตั้งเป้าหมายและรู้จักตัวเลขของคุณ
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณเดินหน้าได้ถูกทาง ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คุณได้แก้ปัญหาและบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ลองพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เมื่อต้องตั้งเป้าหมายทางธุรกิจบน Google
เป้าหมายผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ของคุณคือเท่าไหร่
กำหนดจำนวนการขายที่คุณต้องสร้างสำหรับทุกดอลลาร์ที่ใช้จ่ายในโฆษณา ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น กำไรของคุณ มูลค่าตลอดชีพของลูกค้า และเป้าหมายการเติบโต
ตัวอย่างเช่น: คุณขายสินค้าราคา 100 บาท โดยมีกำไรอยู่ที่ 50 บาท หากคุณทำ ROAS ได้ 100% ผลลัพธ์ที่ได้คือคุณจะขาดทุนในตอนแรก
ยอดขาย 100 บาท - ค่าโฆษณา 100 บาท - ต้นทุนสินค้า 50 บาท = ขาดทุน 50 บาท
เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน คุณจำเป็นต้องสร้างยอดขายให้ได้ 150 บาท ต่อค่าโฆษณาที่จ่ายไปทุกๆ 100 บาท หรือคิดเป็น ROAS ที่ 150% นั่นเอง และถ้าคุณทำยอดขายได้ 3 บาทต่อเงินที่จ่ายไป 1 บาท ก็จะเท่ากับว่าคุณทำ ROAS ได้ 300%
ดังนั้น ให้คำนวณหาจุดคุ้มทุนของคุณก่อน แล้วค่อยตั้งเป้าหมาย ROAS การตั้งเป้า ROAS ต่ำแบบเน้นรุก จะช่วยให้คุณประมูลค่าโฆษณาได้สูงขึ้นและอาจดันยอดขายให้พุ่งขึ้นได้ในหลายแคมเปญ ส่วนการตั้งเป้า ROAS สูงแบบเน้นเพลย์เซฟ จะทำให้การทำ Google Shopping Ad ของคุณเน้นประสิทธิภาพและความแม่นยำ แต่อาจจะขยายขนาดได้ยากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีวิธีที่ถูกหรือผิดตายตัว
จะเน้นสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า หรือเน้นแค่ปิดการขาย
โดยทั่วไปแล้ว เจ้าของร้านมักจะแบ่งออกเป็น 2 สาย คือ สายเน้นปิดการขายเป็นครั้งๆ กับสายที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า แม้ว่าทั้งสองแนวทางจะทำกำไรได้เหมือนกัน แต่การสร้างสายสัมพันธ์จะช่วยให้กลยุทธ์แบรนด์และธุรกิจของคุณยั่งยืนกว่า ซึ่งวิธีที่คุณเลือกจะส่งผลต่อความดุดันในการประมูลราคา และการปรับแต่งแคมเปญของคุณ
2. ตั้งค่าการติดตามคอนเวอร์ชัน
คอนเวอร์ชันคือสิ่งสำคัญสำหรับแคมเปญ Shopping หากไม่มีข้อมูลคอนเวอร์ชัน จะไม่สามารถประเมินผลการดำเนินงานหรือปรับปรุงประสิทธิภาพแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะไม่สามารถใช้ Smart campaigns หรือ Smart Bidding ได้หากไม่มีการติดตามคอนเวอร์ชัน
ควรใช้โค้ดคอนเวอร์ชันของ Google Ads เป็นหลัก แทนการนำเข้าคอนเวอร์ชันจากแหล่งอื่นอย่าง Google Analytics เนื่องจาก Google Analytics อาจรายงานจำนวนคอนเวอร์ชันจาก Google Ads ต่ำกว่าความเป็นจริงจากโมเดลการระบุที่มาแบบคลิกสุดท้าย การส่งข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วนให้ระบบ Smart Bid จะช่วยให้การปรับปรุงประสิทธิภาพดีที่สุด
คุณสามารถอ่านคู่มือสั้นๆ เกี่ยวกับการติดตามคอนเวอร์ชันจาก Google Ads สำหรับ Shopify ได้
3. เพิ่มกลุ่มเป้าหมายในแคมเปญ Shopping
รายชื่อรีมาร์เก็ตติ้งสำหรับโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหา (RLSA)
RLSAs ช่วยให้บอก Google ได้ว่า เมื่อพบผู้ค้นหาที่มีลักษณะตามที่กำหนด ให้เพิ่มราคาเสนอ ตัวอย่างเช่น หากมีคนเคยซื้อสินค้าจากเว็บไซต์แล้วและกำลังค้นหาสินค้าอื่นที่มีขาย ย่อมต้องการดึงพวกเขากลับมาที่ร้าน
วิธีใช้งาน RLSA
- เพิ่มแท็กรีมาร์เก็ตติ้งไปยังไซต์ของคุณ หรือใช้ Google Analytics เพื่อสร้างรายชื่อรีมาร์เก็ตติ้ง คุณอาจต้องอัปเดตโค้ดติดตามหากใช้ Google Analytics
- สร้างรายชื่อในห้องสมุดที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นการรวบรวมผู้เข้าชมที่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด
- แบ่งกลุ่มรายชื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น:
- ผู้เข้าชมทั้งหมด
- ผู้ที่ละทิ้งรถเข็น
- ผู้เข้าชมสินค้า
- ผู้ที่เคยซื้อสินค้า
ลิสต์การจับคู่ข้อมูลลูกค้า
อัปโหลดรายชื่ออีเมลลูกค้าไปยัง Google เพื่อ "จับคู่" กับผู้ใช้งานในระบบ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ผ่านช่องทางการตลาดต่างๆ ทั้งการค้นหา เครือข่ายดิสเพลย์ YouTube และ Shopping วิธีนี้มีประโยชน์มากในการเข้าถึงลูกค้าเก่าที่กำลังค้นหาสินค้าโดยที่พวกเขาอาจไม่รู้ว่าคุณมีขาย หรือกลุ่มที่จำชื่อร้านและที่อยู่เว็บไซต์ไม่ได้ การใช้การจับคู่ข้อมูลลูกค้าจะช่วยให้คุณสู้ราคาเสนอได้ดุดันยิ่งขึ้นเมื่อคนในรายชื่อค้นหาสินค้าบน Google
ผู้ชมที่คล้ายกัน
เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งในการอัปโหลดรายชื่อลูกค้าคือการสร้างโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน โดย Google จะสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับรายชื่อรีมาร์เก็ตติ้งที่มีอยู่ คุณสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกับลูกค้าเดิม หรือคล้ายกับผู้เข้าชมเว็บไซต์และรายชื่อรีมาร์เก็ตติ้งอื่นๆ ได้ทั้งหมด
รายชื่อจาก YouTube
หากมีการทำเนื้อหาวิดีโอ ควรพิจารณาใช้รายชื่อจาก YouTube เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยส่วนใหญ่จะสามารถเจาะกลุ่มผู้ที่กดติดตามช่อง YouTube หรือผู้ที่เคยรับชมวิดีโอได้
4. เพิ่มรีวิวสินค้าและโปรโมชัน
ฟีดโปรโมชันและข้อเสนอพิเศษ
ยกระดับโฆษณาด้วยการชูจุดเด่นเรื่องการลดราคา หรือเสนอการจัดส่งฟรีชั่วคราวและข้อเสนอพิเศษอื่นๆ ผ่านฟีดโปรโมชัน ฟีเจอร์นี้จะเน้นโปรโมชันด้วยข้อความสีฟ้าที่ระบุว่า "ข้อเสนอพิเศษ" ซึ่งมักมีข้อความกำกับอยู่ด้านบนเพื่อเน้นย้ำถึงโปรโมชันนั้น ตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่ง Adidas อาจแสดงส่วนลด 25%
โฆษณา Google Shopping สำหรับรองเท้าวิ่งจากร้านต่างๆ
เมื่อคลิกที่ "ข้อเสนอพิเศษ" จะมีหน้าต่างแสดงรหัสส่วนลดสำหรับข้อเสนอนั้นปรากฏขึ้นมา
ป๊อปอัปที่เสนอส่วนลด 25% หากผู้ซื้อดำเนินการต่อไปยังร้านค้า
ในการตั้งค่านี้ ต้องเริ่มจากการสร้างฟีดโปรโมชันก่อน โดยให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ Google Ads เพื่อขออนุญาตเปิดใช้งานฟีเจอร์โปรโมชัน
ในการตั้งค่านี้ ต้องเริ่มจากการสร้างฟีดโปรโมชันก่อน โดยให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ Google Ads เพื่อขออนุญาตเปิดใช้งานฟีเจอร์โปรโมชัน
หลังจากนั้น สามารถสร้างโปรโมชันได้ 2 วิธี ดังนี้
- ใช้แถบการตลาดใน Google Merchant Center: วิธีนี้ง่ายที่สุดหากมีโปรโมชันที่ไม่ซับซ้อน เช่น การลดราคาทั้งเว็บไซต์
- ใช้ฟีดโปรโมชัน: เหมาะอย่างยิ่งหากมีข้อเสนอที่แตกต่างกันสำหรับสินค้าแต่ละรายการ ให้คลิกปุ่มเพิ่มฟีดข้อมูลในส่วนฟีด แล้วเลือกโปรโมชันในเมนูประเภท
ข้อเสนอพิเศษที่ดึงดูดสายตาเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มยอดคลิกได้ หากต้องการดูขั้นตอนการตั้งค่าฟีดโปรโมชันโดยละเอียด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคู่มือของ Merchant Center
รีวิวผลิตภัณฑ์
การรวมคะแนนผลิตภัณฑ์สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพแคมเปญ Shopping ของคุณได้อย่างมีนัยสำคัญ
คุณต้องได้รับการอนุมัติจาก Google เพื่อรวมรีวิวผลิตภัณฑ์ในโฆษณา Shopping ของคุณ เริ่มต้นโดยการกรอกและส่งแบบฟอร์มความสนใจในการให้คะแนนผลิตภัณฑ์ Google จะติดต่อคุณภายใน 10 ถึง 15 วันหลังจากการส่งแบบฟอร์มเพื่อแจ้งขั้นตอนถัดไป
เครื่องมือรวบรวมรีวิวจากภายนอก
Google ทำงานร่วมกับเครื่องมือรวบรวมรีวิวจากภายนอกหลายราย อาทิ Bazaarvoice, eKomi, PowerReviews, Shopper Approved และ Yotpo
5. ใช้ข้อมูลผู้ค้าของคุณในการทำโฆษณารีมาร์เก็ตติ้งแบบไดนามิก
โฆษณารีมาร์เก็ตติ้งแบบไดนามิกใช้รูปภาพและข้อมูลจากฟีดสินค้า เพื่อส่งโฆษณาที่มีความเกี่ยวข้องสูงไปยังผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดย Google จะดึงสินค้าที่ผู้ซื้อเคยดูบนเว็บไซต์มาแสดงในโฆษณาเหล่านี้ เพื่อสร้างประสบการณ์การทำรีมาร์เก็ตติ้งแบบเฉพาะบุคคล
หากต้องการดูขั้นตอนการสร้างโฆษณารีมาร์เก็ตติ้งแบบไดนามิกอย่างละเอียด คุณสามารถอ่านได้จากบทความช่วยเหลือของ Google
หากต้องการความช่วยเหลือในการเริ่มต้น คุณสามารถดูคู่มือการเริ่มต้นใช้งานได้
ตัวอย่างโฆษณา Google Shopping
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญการตลาดดิจิทัลของคุณ ให้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่ม CTR (อัตราการคลิกผ่าน) และลด CPC (ต้นทุนต่อคลิก) ดูตัวอย่างโฆษณา Google ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้เพื่อช่วยปรับปรุงโฆษณาของคุณ
เสื้อเชิ้ตผู้หญิง
โฆษณาเสื้อเชิ้ตผู้หญิง Woolx V-neck เป็นตัวอย่างของโฆษณา Google ที่มีการออกแบบมาอย่างดี มีภาพผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนพร้อมคำอธิบายที่กระชับ และมีรีวิวผลิตภัณฑ์ 3,000 รายการ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ นอกจากนี้ Woolx ยังมีการจัดส่งฟรีอีกด้วย
โฆษณา Google Shopping สำหรับเสื้อยืดผู้หญิงจากร้านต่างๆ
อาหารสุนัขออร์แกนิก
ดูโฆษณาของ Chewy สำหรับผลิตภัณฑ์ Just for Dogs ในภาพเป็นการโชว์อาหารสัตว์แบบรอว์ และมีคำอธิบายเน้นย้ำถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและการอนุมัติจากสัตวแพทย์
โฆษณา Shopping สำหรับอาหารสุนัขเพื่อสุขภาพจากร้านต่างๆ
นอกจากนี้ โฆษณาของ Chewy ยังเสนอการจัดส่งฟรี นโยบายการคืนสินค้าภายใน 365 วัน และลิงก์ “ข้อเสนอพิเศษ” ที่เด่น พร้อมคูปองส่วนลด 35% ด้วย
ป๊อปอัปที่เสนอส่วนลด 35% หากผู้ซื้อดำเนินการต่อไปยังร้านค้า
จักรยานเสือภูเขา
โฆษณาจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าแบบพับได้ของ Heybike Mars ดูสะดุดตาด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
- ภาพผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใครของจักรยานได้อย่างชัดเจน
- คำอธิบายที่ละเอียด รวมถึงสเปคที่สำคัญ เช่น กำลังไฟและระยะทาง
- สิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น การจัดส่งฟรี ไม่มีภาษี และนโยบายการคืนสินค้าภายใน 30 วัน
โฆษณา Shopping สำหรับจักรยานเสือภูเขาจากร้านต่างๆ
โต๊ะกาแฟ
การค้นหาโต๊ะกลางโซฟาจะแสดงรายการโฆษณาสินค้าขึ้นมามากมาย ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้จาก West Elm ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมด้วย เพราะ
การค้นหาโต๊ะกลางโซฟาจะแสดงรายการ Google Shopping Ad ของสินค้าขึ้นมามากมาย ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้จาก West Elm ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมด้วย:
- รูปภาพประกอบที่แสดงการจัดวางโต๊ะในสภาพแวดล้อมของห้องจริงๆ
- คำอธิบายสินค้าที่ละเอียดและครบถ้วน
- แถบระบุว่าราคาลดลงซึ่งช่วยดึงดูดสายตา
- การแสดงข้อมูลทั้งราคาขายปัจจุบันและราคาเต็มเดิมของสินค้า
โฆษณา Google Shopping สำหรับโต๊ะกาแฟจากร้านต่างๆ
รองเท้าบู๊ตใส่ทำงาน
โฆษณารองเท้าบู๊ตใส่ทำงานของ L.L. Bean แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบที่ใช้งานได้จริง
- ภาพผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน
- คำอธิบายที่ละเอียด
- ส่วนลดที่เห็นได้ชัดเจน
- ข้อเสนอการจัดส่งฟรี
- นโยบายการคืนสินค้าที่เอื้อเฟื้อภายใน 365 วัน
โฆษณา Google Shopping สำหรับรองเท้าเดินจากร้านต่างๆ
วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มยอดขายบน Google ได้
แม้การดึงประสิทธิภาพสูงสุดจากแคมเปญ Google Shopping Ad จะต้องใช้เวลาและความใส่ใจในรายละเอียด แต่ความพยายามนั้นคุ้มค่าแน่นอน โฆษณาแสดงรายการสินค้ามีประสิทธิภาพเพราะช่วยเชื่อมต่อคุณกับผู้ซื้อที่กำลังค้นหาสินค้าแบบที่คุณขายอยู่จริงๆ เมื่อเทียบกับโฆษณาบน Facebook โฆษณาทั่วไป หรือโฆษณาบนเครือข่ายดิสเพลย์ Shopping Ads มักทำผลงานได้ดีกว่าเพราะสามารถเข้าถึงผู้ซื้อที่อยู่ในโหมดพร้อมซื้อ
หากต้องการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายด้วยวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าวัดผลได้จริง Shopping Ads คือช่องทางที่ยอดเยี่ยมในการนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาด จากนี้ให้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงฟีดสินค้า วางกลยุทธ์แคมเปญ และรอดูยอดขายที่เติบโตขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโฆษณา Google Shopping
จะเริ่มทำ Google Shopping Ad ได้อย่างไร
- สร้างบัญชี Google Ads
- ลงชื่อเข้าใช้งานบัญชี
- คลิกที่เมนูแคมเปญทางด้านซ้าย
- คลิกปุ่มบวก แล้วเลือกแคมเปญใหม่
- เลือกประเภทแคมเปญเป็น Shopping แล้วคลิกถัดไป
- เลือกการตั้งค่าโฆษณาตามที่ต้องการ
- คลิกบันทึกและไปต่อ
- สร้างกลุ่มโฆษณาแรกโดยกรอกข้อมูลที่จำเป็น
- คลิกบันทึก
Google Shopping Ad ได้ผลจริงไหม
ได้ผลแน่นอน Google Shopping Ad มีประสิทธิภาพสูง เป็นช่องทางที่ช่วยให้ร้านค้าขายสินค้าออนไลน์และส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
Google Search Ads กับ Google Shopping Ad ต่างกันอย่างไร
Google Search Ads กำหนดให้ผู้โฆษณาต้องเลือกและใส่คีย์เวิร์ดเพื่อให้โฆษณาปรากฏ ส่วน Google Shopping Ad จะดึงคีย์เวิร์ดมาจากชื่อสินค้าและคำอธิบายสินค้าโดยอัตโนมัติ
Google Shopping Ad มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?
ต้นทุนต่อการคลิกสำหรับ Google Shopping Ad โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 46 เซนต์ ถึง 1.20 ดอลลาร์ แม้ว่าสินค้าบางหมวดหมู่อาจสูงถึง 5 ดอลลาร์หรือมากกว่านั้น โดยค่าใช้จ่ายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ กลยุทธ์การประมูล และการแข่งขัน


