ฉลากส่งของเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบโลจิสติกส์ หากข้อมูลบนฉลากไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง พัสดุอาจถูกดองระหว่างทาง หรือถูกส่งผิดที่ ซึ่งไม่ส่งผลดีทั้งต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและต้นทุนของธุรกิจคุณ
เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า การใส่ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนบนฉลากจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปดูตั้งแต่วิธีทำฉลากส่งของ การขอหรือสร้างฉลาก การติดฉลากพัสดุด้วยตัวเอง ไปจนถึงตัวอย่างเทมเพลตฉลากส่งของ เพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
ฉลากส่งของคืออะไร
ฉลากส่งของคือสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนพัสดุแต่ละชิ้น เพื่อระบุปลายทาง ชื่อผู้รับ น้ำหนักพัสดุ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการจัดส่งจากต้นทางไปยังปลายทาง เมื่อใช้บริการขนส่ง เช่น ไปรษณีย์, DHL, UPS หรือ FedEx ฉลากส่งของมักมีบาร์โค้ดเฉพาะที่สามารถสแกนได้ เพื่อใช้ติดตามพัสดุตลอดเส้นทางการจัดส่ง ช่วยให้ทั้งผู้ส่งและลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้อย่างชัดเจนว่าพัสดุอยู่ที่ไหนในแต่ละขั้นตอน
วิธีทำฉลากส่งของ
- ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง
- ชื่อและที่อยู่ผู้รับ
- น้ำหนักรวมของพัสดุ
- รหัสที่เครื่องอ่านได้
- รหัส IMpb
- วิธีการจัดส่ง
- หมายเลขคัดแยกพัสดุ
- หมายเลขติดตามพัสดุออนไลน์
ฉลากส่งของไม่ใช่พื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นพื้นที่สำหรับข้อมูลสำคัญที่ต้องถูกต้องและครบถ้วน เพื่อให้พัสดุถูกจัดส่งไปถึงปลายทางได้อย่างราบรื่น
ข้อมูลที่ต้องใส่ในฉลากจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับประเภทของพัสดุที่คุณส่ง ตัวอย่างเช่น ซองจดหมายมักไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมากเท่ากล่องพัสดุ
การจ่าหน้าซองจดหมาย
ฉลากส่งของสำหรับซองจดหมายควรติดไว้ตรงกึ่งกลางของซอง และระบุที่อยู่ผู้ส่งไว้ที่มุมซ้ายบน แม้การใส่ที่อยู่ผู้ส่งจะไม่ใช่ข้อบังคับ แต่แนะนำให้ใส่ไว้เสมอ เพราะหากพัสดุไม่สามารถจัดส่งได้ เช่น ซองเสียหายหรือที่อยู่ผิด ระบบจะส่งคืนกลับมาหาคุณ แทนที่จะสูญหายระหว่างทาง
ข้อมูลที่ควรมีบนฉลากส่งของสำหรับซองจดหมาย ได้แก่
- ชื่อผู้รับ
- ชื่อบริษัทของผู้รับ (ถ้ามี)
- ที่อยู่ (รวมเลขห้องหรืออพาร์ตเมนต์ หากจำเป็น)
- เมือง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์ (ควรอยู่ในบรรทัดเดียวกัน)
- ประเทศ
จากนั้นติดแสตมป์หรือชำระค่าจัดส่งไว้ที่มุมขวาบนของซอง เพียงเท่านี้ซองจดหมายก็พร้อมส่งแล้ว
ตัวอย่างซองจดหมายที่มีข้อมูลครบถ้วนตามที่จำเป็น
การเขียนฉลากบนกล่องพัสดุ
การส่งพัสดุหรือกล่องสินค้า จำเป็นต้องใช้ข้อมูลบนฉลากมากกว่าซองจดหมาย โดยเฉพาะการจัดส่งระหว่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงภาษีและขั้นตอนศุลกากร
ให้ติดฉลากไว้ตรงกึ่งกลางของด้านที่ใหญ่ที่สุดของกล่อง และระบุข้อมูลต่อไปนี้
- วิธีการจัดส่ง เช่น ส่งด่วน ส่งพิเศษ หรือบริการเร่งด่วน
- ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง
- ชื่อและที่อยู่ผู้รับ
- น้ำหนักพัสดุ
- บาร์โค้ดที่สามารถสแกนได้ เพื่อใช้ติดตามพัสดุระหว่างการจัดส่ง
การติดฉลากให้ถูกตำแหน่งและใส่ข้อมูลครบถ้วน จะช่วยให้พัสดุผ่านขั้นตอนคัดแยกและจัดส่งได้รวดเร็ว ลดปัญหาความล่าช้าหรือการส่งผิดปลายทาง
การทำป้ายจัดส่ง พร้อมที่อยู่ปลายทางและข้อมูลสำคัญในการจัดส่ง
วิธีสร้างฉลากส่งของ
ส่งของด้วย Shopify
Shopify ช่วยให้คุณเข้าถึงฉลากส่งของในราคาพิเศษจากบริษัทขนส่งยอดนิยม เช่น UPS และ DHL Express (ดูรายชื่อผู้ให้บริการทั้งหมดได้ที่นี่) หากสถานที่จัดการออเดอร์ของคุณรองรับฟีเจอร์ด้านการจัดส่งของ Shopify คุณสามารถซื้อฉลากส่งของได้ทันทีในขั้นตอนการจัดส่งสินค้า
คุณสามารถซื้อฉลากส่งของแบบรายชิ้นหรือแบบจำนวนมากได้ และยังสามารถสร้างฉลากสำหรับการส่งคืนสินค้าได้ในระบบเดียวกัน
ต่อไปนี้คือแนวทางการซื้อฉลากส่งของผ่าน Shopify
คุณสามารถเชื่อมต่อฉลากส่งของเข้ากับแบบฟอร์มที่กำหนดเองและใบแพ็กของ (packing slip) พร้อมพิมพ์ฉลากแบบจำนวนมาก เพื่อช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนการจัดส่ง อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าการพิมพ์เอกสารจัดส่งจำเป็นต้องใช้เครื่องพิมพ์เดสก์ท็อป หรือเครื่องพิมพ์ฉลากที่ Shopify รองรับ
วิธีติดฉลากพัสดุด้วยตัวเองผ่าน Shopify เทมเพลตฉลากส่งพัสดุของ Shopify ช่วยให้การสร้างฉลากรายชิ้นเป็นเรื่องง่าย ก่อนเริ่มต้น ตรวจสอบว่าคุณมีข้อมูลต่อไปนี้พร้อมแล้ว
- ชื่อและที่อยู่ผู้ส่ง
- ชื่อและที่อยู่ปลายทางของผู้รับ
- น้ำหนักพัสดุ
- หมายเลขติดตามพัสดุ
ระบบจะให้คุณกรอกข้อมูลเหล่านี้ จากนั้นคลิกปุ่ม “Create shipping label”
ฉลากส่งของที่สร้างขึ้นจะถูกส่งให้คุณทางอีเมล หรือคุณสามารถเข้าไปดูและจัดการได้โดยตรงจากหน้าแดชบอร์ด Shopify
เทมเพลตฉลากส่งของของ Shopify
ฉลากที่สร้างเสร็จแล้วจะมีลักษณะประมาณนี้
ตัวอย่างฉลากส่งของของ Shopify
คุณสามารถพิมพ์ฉลากส่งของและติดลงบนพัสดุแต่ละชิ้นให้ตรงกัน เพียงเท่านี้ พัสดุของคุณก็พร้อมสำหรับการจัดส่งแล้ว
ผู้ให้บริการขนส่ง
อีกทางเลือกหนึ่ง คุณสามารถสร้างฉลากส่งของผ่านเว็บไซต์ จุดบริการอัตโนมัติ (kiosk) หรือเคาน์เตอร์ของบริษัทขนส่งที่คุณเลือกได้ วิธีนี้ต้องทำด้วยตัวเองทีละรายการ และไม่สามารถสร้างฉลากแบบจำนวนมากได้ แต่เหมาะสำหรับการส่งของเป็นครั้งคราว หรือกรณีที่คุณจัดส่งสินค้าเพียงไม่กี่ชิ้นต่อเดือน
ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของบริษัทขนส่ง เลือกเมนูสำหรับฉลากส่งของ ดาวน์โหลดเทมเพลต และพิมพ์ออกมาใช้งาน
ต่อไปนี้คือรายชื่อบริษัทขนส่งหลักและเทมเพลตฉลากส่งของของแต่ละเจ้า
- USPS
- FedEx
- UPS
- DHL
- eBay Shipping
วิธีทำฉลากส่งของ เทคนิคที่ทำให้การจัดส่งราบรื่น
เมื่อคุณรู้แล้วว่าควรเขียนฉลากส่งของอย่างไร ต่อไปนี้คือวิธีช่วยปรับกระบวนการจัดส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมั่นใจว่าพัสดุจะถึงปลายทางถูกที่ ถูกเวลา
1. เพิ่มคำแนะนำพิเศษบนพัสดุ
พัสดุของคุณแตกหักง่ายหรือไม่ เป็นอาหารหรือสินค้าที่เน่าเสียง่ายหรือเปล่า อย่าลืมระบุข้อมูลเหล่านี้ลงบนฉลากหรือกล่องพัสดุ การทำเช่นนี้จะช่วยให้บริษัทขนส่งดูแลพัสดุเป็นพิเศษ และเพิ่มโอกาสที่สินค้าจะถึงมือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์
2. ใส่ใบแพ็กของ
ใบแพ็กของหรือที่เรียกว่า waybill จะใส่อยู่ภายในพัสดุ ทำหน้าที่คล้ายใบเสร็จ ควรระบุข้อมูลติดต่อของผู้ส่ง ที่อยู่ผู้รับ วันที่สั่งซื้อ หมายเลขติดตามพัสดุ และรายการสินค้าในกล่อง คุณสามารถสร้างฉลากส่งของและพิมพ์ใบแพ็กของไปพร้อมกันได้ผ่าน Shopify ช่วยประหยัดเวลาและลดขั้นตอนการทำงาน
3. ใช้ฉลากเป็นตัวบอก “ด้านบน” ของกล่อง
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ขนส่งรู้ว่าควรวางกล่องด้านไหนขึ้นด้านบน ให้ติดฉลากส่งของไว้บนฝาด้านบนของกล่อง วิธีนี้ช่วยลดการเขย่าหรือพลิกคว่ำพัสดุ และทำให้สินค้าถูกจัดการอย่างระมัดระวังตลอดเส้นทางการจัดส่ง
4. เช็คว่าฉลากชัดเจนและอ่านง่าย
ควรติดฉลากส่งของบนพื้นผิวที่เรียบของพัสดุ หลีกเลี่ยงการติดในจุดที่ฉลากพอง พับงอ หรือพาดขอบกล่อง เพราะอาจบดบังข้อมูลสำคัญและทำให้บาร์โค้ดติดตามพัสดุไม่สามารถสแกนได้
ฉลากส่งของมีบทบาทสำคัญต่อทุกคนในกระบวนการจัดส่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขาย ลูกค้า หรือผู้ให้บริการขนส่ง ฉลากที่ชัดเจนช่วยให้คุณและลูกค้าติดตามสถานะสินค้าได้ง่ายขึ้น และช่วยให้พัสดุถูกส่งถึงผู้รับที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็วที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีทำฉลากส่งของ
เขียนแค่ที่อยู่บนพัสดุได้หรือไม่
เพื่อให้พัสดุถูกจัดส่งถึงผู้รับได้อย่างราบรื่น ควรใส่ชื่อและที่อยู่ลูกค้า ที่อยู่ผู้ส่ง หมายเลขติดตามพัสดุ และน้ำหนักพัสดุลงบนฉลากส่งของทุกครั้ง
ต้องพิมพ์ฉลากส่งของเท่านั้น หรือสามารถเขียนด้วยมือได้
คุณสามารถเขียนฉลากส่งของด้วยมือได้ แต่บริษัทขนส่งส่วนใหญ่มักกำหนดให้มีหมายเลขติดตามพัสดุ ซึ่งต้องสร้างผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้พัสดุถึงปลายทางได้รวดเร็วและถูกต้อง ควรระบุชื่อและที่อยู่ผู้รับ ที่อยู่ผู้ส่ง หมายเลขติดตามพัสดุ และน้ำหนักพัสดุให้ครบถ้วนตามวิธีทำฉลากส่งของที่ถูกต้อง


