ในฐานะนักการตลาด เป้าหมายของคุณคือการเพิ่มการรับรู้แบรนด์และยอดขายไปพร้อมกับการรักษาต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ให้อยู่ในระดับต่ำ นี่คือสิ่งที่ทำให้ D2C Marketing เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม
ถึงแม้การเป็นพันธมิตรกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่จะมีข้อดี แต่แบรนด์ที่ทำ D2C Marketing ก็ได้ประโยชน์หลายอย่างจากการเป็นเจ้าของช่องทางการตลาดของตนเองดังนี้
- ควบคุมการสร้างแบรนด์ การวางตำแหน่ง การตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากขึ้น
- ข้อมูลลูกค้าโดยตรงที่ทำให้เข้าใจผู้ซื้อได้ดีขึ้น
- เวลาในการออกสู่ตลาดที่เร็วขึ้น เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในราคาที่ต่ำกว่า
- อัตรากำไรที่สูงขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องขายให้กับผู้ค้าปลีกในราคาพร้อมส่วนลด
แบรนด์ที่ทำ D2C Marketing จะมีความเป็นเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องความพยายามทางการตลาด เนื่องจากไม่มีลูกค้าเป้าหมายที่มีอยู่แล้วเหมือนกับผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Big C หรือ Central ดังนั้นจึงต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อโปรโมตตนเอง เช่น การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การตลาดผ่าน SMS การสร้างคอมมูนิตี้ และอีเมล
ถ้าพร้อมแล้ว นี่คือคู่มือที่จะแนะนำวิธีการสร้างกลยุทธ์ D2C Marketing ที่ประสบความสำเร็จ พร้อมไอเดียและตัวอย่างที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้
D2C Marketing คืออะไร?
การตลาดแบบ D2C Marketing หมายถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในการโปรโมตสินค้าโดยตรงไปยังผู้บริโภค แทนที่จะผ่านธุรกิจค้าปลีก ตัวอย่างเช่น แบรนด์อย่าง Everlane อาจร่วมงานกับแบรนด์อย่าง Walmart หรือ Amazon เพื่อโปรโมตสินค้าของตน แต่ D2C Marketing กลับโฆษณาสินค้าให้กับลูกค้าเป้าหมายโดยตรง โดยตัดตัวกลางออกไปเลย
ประโยชน์ของ D2C Marketing
ควบคุมการสร้างแบรนด์ได้มากขึ้น
คุณต้องการควบคุมวิธีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของคุณในตลาด D2C Marketing เป็นจุดตัดที่ไม่เหมือนใครระหว่างคุณค่าที่นำเสนอ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารซึ่งไม่มีใครเทียบได้
Lexie Becker ผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือกับแบรนด์จาก Fifth & Cor ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Shopify อธิบายว่า “คุณสามารถทำการตลาดในแบบที่คุณเลือกและวิธีที่สร้างยอดขายสูงสุด พร้อมทั้งสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีได้ ลูกค้าไม่ได้เปรียบเทียบคุณกับใครที่วางอยู่ข้างๆ คุณบนชั้นวาง พวกเขามองที่คุณและคิดว่าคุณจะให้ประโยชน์อะไรแก่พวกเขาได้บ้าง”
อัตรากำไรที่สูงขึ้น
โมเดลธุรกิจแบบ D2C Marketing เปิดโอกาสให้รักษาอัตรากำไรที่สูงขึ้นได้ โดยการผลิตและทำการตลาดผลิตภัณฑ์ของคุณเอง คุณจะเก็บเงินไว้ในธุรกิจมากกว่าที่จะส่งไปให้ซัพพลายเออร์
อเล็กซ์ ซอง ผู้ก่อตั้ง Proxima โซลูชันการกำหนดเป้าหมายด้วย AI กล่าวว่า “ข้อดีของโมเดล D2C Marketing นั้นส่วนใหญ่มาจากเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วยที่วัดผลได้สูง ซึ่งสามารถขยายขนาดได้ผ่านช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และดึงดูดลูกค้าจำนวนมาก นอกจากนี้ยังรวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่เหนือกว่า เนื่องจากการตัดพ่อค้าส่งที่มักจะหักส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากในธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมออกไป ความโปร่งใสในช่องทางดิจิทัลยังสร้างความมั่นใจมากขึ้นว่าเงินทุนถูกใช้ไปอย่างไร ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอย”
การตัดสินใจทางการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
สตีเฟน ไลท์ ผู้ก่อตั้ง Nolah ร้านค้าปลีกที่นอนแบบขายตรงถึงผู้บริโภครู้สึกว่า “ข้อมูลคือหัวใจสำคัญเมื่อพูดถึงแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด” โดยในมุมมองของเขา การตลาดแบบ D2C Marketing ให้การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าโดยตรงมากกว่าการทำงานร่วมกับร้านค้าปลีกทั่วไป
แบรนด์ที่ใช้ D2C Marketing จะได้รับข้อมูลต่างๆ เช่น
- พฤติกรรมการเรียกดูเว็บ
- ข้อมูลผู้สมัครสมาชิก
- ข้อมูลโซเชียลมีเดีย
- ข้อมูลการซื้อ
- ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม
- แบบสำรวจ
- ความคิดเห็น
- ข้อมูล CRM
ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณเข้าใจเส้นทางของลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้คุณสามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดยอดขาย
ความท้าทายของ D2C Marketing
ถึงแม้ D2C Marketing จะมีประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูข้อเสียด้วย
- D2C Marketing ต้องมีการการลงทุนล่วงหน้าหากคุณกำลังเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยคุณจะต้องมีเงินทุนจำนวนมากเพื่อใช้ในการรณรงค์หาลูกค้าและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบริษัทของคุณ ไม่มีกลุ่มเป้าหมายที่สร้างไว้ล่วงหน้าเหมือนกับการขายผ่านร้านค้าปลีก
- แบรนด์ที่ใช้ D2C Marketing มีความเสี่ยงด้านความรับผิดทางกฎหมายสูงกว่า หากคุณไม่สามารถดึงดูดลูกค้าหรือโปรโมตสินค้าได้ไม่ดีพอ ก็ไม่มีใครให้ต้องรับผิดชอบแทน
D2C Marketing ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อน มีจุดอ่อนหลายจุดที่อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก แทนที่จะจัดส่งสินค้าเพียงไม่กี่ชิ้นให้กับผู้ขายไม่กี่ราย คุณต้องรับผิดชอบในการจัดส่งคำสั่งซื้อหลายพันรายการถึงหน้าบ้านผู้บริโภค
ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำ D2C Marketing ที่ประสบความสำเร็จ
หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้คือการดูตัวอย่าง มาดูแบรนด์ที่ทำ D2C Marketing เพื่อดูวิธีที่พวกเขาทำการตลาดกับลูกค้า
1. Magic Spoon

Magic Spoon เป็นบริษัทซีเรียลเพื่อสุขภาพที่มีแบรนด์ที่สดใสและโดดเด่น มีการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Instagram, Facebook และ Twitter รวมถึงการสร้างรายชื่ออีเมลและโปรโมทโปรแกรมพันธมิตร
ผู้บริโภคสามารถเลือกดูซีเรียลหลากหลายชนิดและสั่งซื้อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการสมัครสมาชิก ด้วยโมเดลการสมัครสมาชิกของ Magic Spoon ลูกค้าจะได้รับซีเรียล 4 กล่องต่อเดือนในราคาที่ถูกกว่าการซื้อแบบครั้งเดียว กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทมีมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าที่ยาวนานขึ้นและมีรายได้ประจำที่แน่นอนจากสมาชิก
กลยุทธ์การตลาดของบริษัทใช้ภาพผลิตภัณฑ์แบบนามธรรมบนพื้นหลังสีสดใสและผสมผสานลวดลายที่โดดเด่น ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย

คำบรรยายภาพของเว็บไซต์นี้สั้น กระชับ เน้นให้ภาพอาหารเป็นตัวดึงดูดความสนใจ และเห็นได้ชัดว่ามันได้ผลดี โดย Magic Spoon ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 และในเดือนมิถุนายนปี 2022 บริษัทระดมทุนได้ถึง 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. MeUndies

MeUndies คือแบรนด์ชุดชั้นในที่เรียกตัวเองว่า “ชุดชั้นในที่ใส่สบายที่สุดในโลก” ด้วยลักษณะที่เป็นสินค้าเกี่ยวกับความใกล้ชิดสนิทสนม การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องยาก แต่ MeUndies ทำได้ดีเยี่ยมด้วยแนวทางที่ให้กำลังใจและมีอารมณ์ขัน
กลยุทธ์การตลาดของพวกเขานั้นครอบคลุมหลายช่องทาง ทั้ง Twitter, Facebook, YouTube, Instagram, Pinterest และแม้แต่ Snapchat
และพวกเขายังสร้างกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดสำหรับการสร้างรายชื่ออีเมล ป๊อปอัพบนเว็บไซต์ที่แสดงรหัสส่วนลดทันทีที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์

โดยระบุว่าข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าใหม่เท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าโดยรวม นอกจากนี้ เช่นเดียวกับ Magic Spoon ที่เราเห็น MeUndies ยังมีตัวเลือกการเป็นสมาชิก โดยลูกค้าสามารถสมัครรับสินค้าใหม่ เช่น ชุดชั้นใน บรา หรือถุงเท้า เดือนละหนึ่งชิ้น
ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประมาณปีละ 31 ล้านดอลลาร์ และครองตำแหน่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในอุตสาหกรรมชุดชั้นใน และทั้งหมดนี้ทำได้ในรูปแบบแบรนด์ที่ทำการตลาดแบบ D2C Marketing
3. Chubbies

Chubbies เป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่สร้างชื่อจาก “กางเกงขาสั้น” สำหรับผู้ชาย ซึ่งหมายความว่าพวกเขาขายกางเกงขาสั้นที่มีความยาวขา 4 นิ้ว 5 นิ้ว และ 7 นิ้ว บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2011 หลังจากที่ผู้ก่อตั้ง (เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย 4 คน) พบว่าหาซื้อกางเกงขาสั้นได้เฉพาะในร้านขายของมือสองเท่านั้น ซึ่งเป็นสไตล์ที่ถูกทิ้งไว้ในยุค 70
อย่างไรก็ตาม Chubbies ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยไปมาก โดยสไตล์กางเกงขาสั้นกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์นี้มีตัวตนอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, YouTube, Snapchat และ TikTok
4. Away

แบรนด์ท่องเที่ยวสุดหรูอย่าง Away เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการตลาดแบบ D2C Marketing ด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของแบรนด์นี้ครอบคลุมหลายแพลตฟอร์ม เช่น Instagram, Facebook, Twitter และ Pinterest โดยใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ที่แต่ละแพลตฟอร์ม (ยกเว้น Twitter) มีให้สำหรับแบรนด์อีคอมเมิร์ซอย่างชาญฉลาด
แต่จุดเด่นที่แท้จริงของการตลาดออนไลน์ของแบรนด์นี้อยู่ที่การใช้ Twitter ซึ่งทวีตคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการจัดกระเป๋า

และอย่างที่คุณเห็น สำหรับคอนเทนต์แบบออร์แกนิกนั้นได้รับการมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอจากผู้ติดตาม คอนเทนต์ประเภทนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ Twitter ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มไม่กี่แห่งที่โพสต์ข้อความธรรมดาๆ สามารถทำได้ดี
ส่วน Instagram นั้น นำเสนอคอนเทนต์สนุกๆ ที่ผู้ชมชื่นชอบ เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างภาพสินค้าและคอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้ซึ่งให้ความรู้สึกดีๆ
5. Personal Fav

Personal Fav เป็นแบรนด์ด้านสุขภาพทางเพศที่จำหน่ายสารหล่อลื่นจากพืชและ CBD ในฐานะแบรนด์ในอุตสาหกรรมทางเพศ แบรนด์เองต้องเผชิญกับอคติทางสังคมมากมายในการทำการตลาด แต่แบรนด์นี้ทำได้ดีมากในการส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับร่างกายและเรื่องเพศ รวมถึงการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา
โดยมีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีสีสันสดใสที่เราเห็นได้ในทุกช่องทางการตลาดดิจิทัล พร้อมกับน้ำเสียงที่มั่นใจและขี้เล่น แต่เนื่องจากการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษายังไม่แพร่หลาย แบรนด์นี้จึงทำได้ดีมากในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับเคล็ดลับการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย
นี่คือตัวอย่างของโพสต์บน Instagram ของแบรนด์นี้
และนี่คือวิดีโอการศึกษาที่แชร์ใน TikTok
ในเมื่อสินค้าเป็นแบบนี้ Personal Fav จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปิดเผยอย่างไม่อาย เพื่อช่วยแสดงให้เห็นว่าไม่ควรมีอคติใดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศและความสุข
หากคุณอยู่ในอุตสาหกรรมที่ถูกตีตราเหมือนกัน การมีเสียงที่กล้าหาญซึ่งให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายของคุณและเสริมพลังให้ลูกค้าของคุณจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้
6. Pomp

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Pomp เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเริ่มต้นเส้นทางการดูแลผิวของลูกค้าด้วยแบบสอบถาม ซึ่งช่วยให้ผู้คนค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างแท้จริง
เนื่องจากบริษัทมุ่งเน้นไปที่การแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบเฉพาะบุคคล การตลาดของบริษัทจึงเน้นไปที่การให้ความรู้ด้านการดูแลผิวแก่ลูกค้าด้วย
นี่คือตัวอย่างคอนเทนต์ที่คุณจะเห็นในช่องทางโซเชียลมีเดียของบริษัท
การปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคลเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยให้สร้างกลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าได้ทันที
กลยุทธ์ D2C Marketing ระดับแนวหน้า
ช่องทางการตลาดที่แตกต่างกันนั้นเหมาะกับแบรนด์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง LinkedIn เหมาะมากกับบริษัท B2B ในขณะที่ Pinterest ช่วยให้แบรนด์อีคอมเมิร์ซประสบความสำเร็จอย่างมาก
มีช่องทางการตลาดหลัก 6 ช่องทางที่ได้ผลดีสำหรับแบรนด์ที่ใช้ D2C Marketing ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแต่ละช่องทางและหาแรงบันดาลใจจากตัวอย่างของเรา
การตลาดโซเชียลมีเดีย
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่สำหรับแบรนด์ D2C Marketing ตั้งแต่การโฆษณาบนโซเชียลมีเดียไปจนถึงการเข้าถึงแบบออร์แกนิก ช่องทางนี้สามารถใช้ได้กับทุกขั้นตอนของกระบวนการตลาดของคุณ ตั้งแต่การสร้างการรับรู้แบรนด์ไปจนถึงการเปลี่ยนเป็นลูกค้า
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมสำหรับแบรนด์ที่ใช้ D2C Marketing มีดังนี้
- TikTok
แอนดรูว์ แคมป์เบล หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ OpenStore กล่าวว่า “โฆษณา Facebook ยังคงเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดสำหรับแบรนด์ D2C Marketing ใหม่ๆ สำหรับการทดสอบไอเดีย แพลตฟอร์มนี้ทำให้แบรนด์ D2C Marketing ใหม่ๆ สามารถทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาสิ่งที่เกี่ยวกับธุรกิจของตนที่ดึงดูดลูกค้าได้มากที่สุด เมื่อแบรนด์ใหม่ค้นพบความลงตัวระหว่างผลิตภัณฑ์และตลาดแล้ว การแข่งขันในการประมูลโฆษณา การสร้างหน้า Landing Page ที่ดึงดูดใจ และการสำรวจช่องทางใหม่ๆ เช่น TikTok ก็จะง่ายขึ้นมาก”
ลองดูตัวอย่างจากบริษัทวิตามิน Ritual บริษัทนี้มีคลังโฆษณา Facebook และ Instagram มากมายที่แนะนำแบรนด์ให้กับลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงแจ้งให้ลูกค้าปัจจุบันทราบเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่
และในหน้า Facebook ของตนเอง บริษัทยังแชร์คอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และมีมที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้น
เนื่องจากสามารถจัดการข้อความของแบรนด์ได้เอง บริษัทจึงมีข้อได้เปรียบในการใช้ช่องทางการตลาดแบบนี้ในรูปแบบที่โดดเด่นและสร้างสรรค์
การตลาดอีเมล
อีกช่องทางสำคัญสำหรับแบรนด์ D2C Marketing คืออีเมล แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเริ่มส่งอีเมลไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน แต่ให้ใช้การตลาดทางอีเมลเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแคมเปญการตลาดอื่นๆ ของคุณ โปรโมตสินค้าลดราคาบนโซเชียลมีเดีย แล้วแจ้งเตือนลูกค้าผ่านทางอีเมล หรือสร้างอีเมลที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญที่คุณร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์อยู่ด้วย
การตลาดทางอีเมลเป็นวิธีที่ดีในการรักษาความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย เพราะลูกค้าอาจไม่ซื้อสินค้าทันทีหลังจากที่เจอคุณบนโซเชียลมีเดียหรือเห็นอินฟลูเอนเซอร์แนะนำ แต่พวกเขาอาจซื้อหลังจากเห็นโฆษณาหรืออีเมลอื่นๆ ที่ได้รับ
นี่คือตัวอย่างจดหมายข่าวทางอีเมลจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์บูติก Edloe Finch ที่โปรโมตเก้าอี้ของตัวเอง

การใช้ภาพถ่ายสินค้าและข้อความอีเมลที่ดึงดูดใจจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าที่สนใจกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์อีกครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อสินค้าใหม่ได้
การตลาดอินฟลูเอนเซอร์
การตลาดโดยใช้อินฟลูเอนเซอร์กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทุกปีและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ที่จริงแล้ว Statista ระบุว่าแบรนด์ต่างๆ ใช้เงินกว่า 34 พันล้านดอลลาร์ไปกับการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในปี 2023
การตลาดอินฟลูเอนเซอร์จะเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับคนดังหรือบุคคลสาธารณะเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ตลาดนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอินฟลูเอนเซอร์สำหรับทุกกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มย่อย รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ระดับนาโน อินฟลูเอนเซอร์เด็ก และแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างจากภาพคอมพิวเตอร์ (CGI) นอกจากนี้การเติบโตของ TikTok ในช่วงการระบาดใหญ่ยังนำไปสู่จำนวนอินฟลูเอนเซอร์ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
การตลาดอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทสำคัญมากต่อความสำเร็จของการตลาดแบบ D2C Marketing ช่วยให้แบรนด์สร้างการรับรู้ สร้างคอนเทนต์ และเพิ่มยอดขาย โดยเฉลี่ยแล้ว แบรนด์จะได้รับผลตอบแทนประมาณ 4.12 ดอลลาร์จากทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ใช้ไปกับการตลาดอินฟลูเอนเซอร์
ลองดูตัวอย่างของอินฟลูเอนเซอร์ Shelby Roebock หรือที่รู้จักกันในชื่อ Pretty in the Pines ได้แชร์วิดีโอ Reel ที่ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Sonos โดยโปรโมตโค้ดส่วนลดเพื่อช่วยให้ผู้ชมประหยัดเงินในการซื้อ Sonos ของตนเอง

การปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย
ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มอบประสบการณ์แบบเฉพาะตัวโดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด และด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นี่จึงเป็นช่องทางสำคัญที่ควรลงทุน
วิธีปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้านั้นมีมากมาย ตั้งแต่การแสดงผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันในหน้าผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างโปรไฟล์ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าบนเว็บไซต์
แบรนด์เครื่องสำอาง IPSY ทำในสิ่งที่คล้ายกับวิธีหลัง โดยขอให้ลูกค้าใหม่ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความชอบของตัวเอง โดยเริ่มจากคำถามแรกที่ถามเกี่ยวกับโทนสีผิวของลูกค้า เพื่อให้แน่ใจว่ารองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ที่ส่งไปนั้นเข้ากับสีผิวของลูกค้าจริงๆ

จากนั้นระบบจะเก็บข้อมูลนี้ไว้ในโปรไฟล์ของผู้ใช้แต่ละคน และใช้ข้อมูลนี้เมื่อส่งกล่องสินค้าแบบสมัครสมาชิก 5 ชิ้นต่อเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าได้ส่งสินค้าที่เหมาะกับสมาชิกแต่ละคน
การสร้างคอมมูนิตี้
การสร้างคอมมูนิตี้รอบแบรนด์ของคุณเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก หากคุณสามารถสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ของแฟนๆ ที่ภักดีและรักแบรนด์ของคุณได้ ก็ถือว่าคุณได้ทำสิ่งที่พิเศษจริงๆ แล้ว แต่ว่าการพยายามต่อก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
มีหลายวิธีในการสร้างคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกลุ่ม Facebook สำหรับลูกค้า การจัดทำโปรแกรมพันธมิตร การสร้างฟอรัมเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ ฯลฯ
บริษัท WildBird ผู้ผลิตเป้อุ้มเด็กนั้นมีคอมมูนิตี้ Facebook สำหรับลูกค้าเพื่อพูดคุยกับพ่อแม่คนอื่นๆ ถามคำถาม ขอความช่วยเหลือและคำแนะนำ และเชื่อมต่อกับผู้คนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ลองสร้างคอมมูนิตี้ที่คล้ายกันเพื่อให้ลูกค้าของคุณมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันซึ่งเกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณ
การตลาด SMS
ช่องทางการตลาดใหม่ล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกคือ การตลาดผ่านข้อความ SMS แบรนด์ต่างๆ มากมายกำลังขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือส่วนบุคคลเพื่อส่งข้อความการตลาดสั้นๆ อัปเดตเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ แจ้งเตือนเกี่ยวกับโปรโมชั่นและส่วนลด และอื่นๆ อีกมากมาย
บริษัทผลิตสบู่ Mr. Squatch ก็ได้เริ่มทำการตลาดผ่าน SMS และประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยรายงานว่า 15% ของรายได้ 200 ล้านดอลลาร์ มาจากแคมเปญ SMS เพียงอย่างเดียว
การตลาดแบบปากต่อปาก
การใช้การบอกต่อเป็นช่องทางการตลาด ช่วยให้แบรนด์ที่ขายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภคสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าบอกต่อผู้อื่นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของตนได้
ลูกค้าประจำสามารถได้รับรางวัลสำหรับการเขียนรีวิวหรือแชร์แบรนด์บนโซเชียลมีเดีย หรืออาจสร้างลูกค้าประจำได้ด้วยการให้บริการลูกค้าที่เป็นเลิศและสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อแบรนด์ ซึ่งพวกเขาจะแบ่งปันกับครอบครัวและเพื่อนๆ
เคล็ดลับ D2C Marketing
เนื่องจากบริษัท D2C Marketing เกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันจึงดุเดือดมาก และเพื่อสร้างความโดดเด่น คุณควรปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเหล่านี้
สร้างเอกลักษณ์แบรนด์ที่เด่นชัด
การสร้างแบรนด์ที่ดีทำให้คนจดจำแบรนด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของบริษัทของคุณ เมื่อลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะภักดีต่อแบรนด์นั้นมากขึ้น
ดังนั้น ขั้นตอนแรกของคุณคือการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งโดยทั่วไปประกอบด้วย
- โลโก้
- สี
- ฟอนต์
- เสียงและข้อความ
- บรรจุภัณฑ์
ด้วยการสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ที่ดึงดูดสายตาและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณจะสามารถโดดเด่นเหนือคู่แข่งและสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งได้
Lexie Becker ผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือกับแบรนด์จากเอเจนซี่การตลาด Fifth & Cor กล่าวว่า “เมื่อพูดถึงการตลาดแบบ D2C Marketing ที่ Fifth & Cor เราแนะนำให้คุณสร้างทีมที่แข็งแกร่งเพื่อประเมินเอกลักษณ์แบรนด์ปัจจุบันของคุณและพิจารณาว่าต้องทำอะไรเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น”
ทีมงาน Fifth & Cor ได้ช่วยแบรนด์รองเท้าแบรนด์หนึ่งทำเช่นนั้น ตามที่ Becker กล่าวว่า “ด้วยการสร้างกลยุทธ์แบรนด์ภาพใหม่บน Instagram พวกเขาช่วยบริษัทนั้นค้นหาว่าผู้บริโภคเป้าหมายจะตอบสนองต่ออะไร และผลลัพธ์ที่ได้คือ บริษัทตัดสินใจที่จะรวมคอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้ การค้าขายผ่านโซเชียลมีเดีย และการจัดการชื่อเสียง เพื่อสร้างผลกำไรอย่างมากภายในระบบนิเวศโซเชียล ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 220% ในเวลาเพียง 90 วัน”
การให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์แบรนด์ของคุณเองก็สามารถสร้างผลลัพธ์แบบนี้ได้เช่นกัน
สร้างโปรไฟล์ลูกค้าเป้าหมาย
ลูกค้าเป้าหมายของคุณคือใคร? นี่คือคำถามสำคัญเมื่อต้องสร้างกลยุทธ์ D2C Marketing เพราะถ้าคุณสร้างข้อความทางการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ถูกต้อง กลยุทธ์ของคุณก็จะล้มเหลว
สตีเฟน ไลท์ จากแบรนด์ที่นอน Nolah กล่าวว่า “ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการ ความปรารถนา พฤติกรรม และอื่นๆ คือตัวกำหนดการตัดสินใจทางการตลาดแทบทุกอย่างที่คุณจะทำ และหากไม่มีความเข้าใจตรงนี้ กลยุทธ์ของคุณก็มีแนวโน้มที่จะคลุมเครือและไร้ทิศทาง”
ปัญหาคือแบรนด์จำนวนมากสร้างโปรไฟล์ลูกค้าเป้าหมายที่ผิวเผิน ซึ่งบอกไม่ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงคือใคร จริงอยู่ที่คุณต้องมีข้อมูลประชากรพื้นฐาน เช่น อายุ เพศ และรายได้ แต่คุณก็ต้องเจาะลึกไปกว่านั้นด้วย
ลองทำแบบสำรวจลูกค้าแล้วส่งไปยังรายชื่ออีเมลของคุณ หรือแม้แต่ทำงานร่วมกับบริษัทวิจัยตลาดเพื่อช่วยสร้างโปรไฟล์ลูกค้าเป้าหมายของคุณ ตรงนี้จะให้ข้อมูลอย่างช่องทางการตลาดที่กลุ่มเป้าหมายของคุณใช้ รูปแบบการซื้อของพวกเขา และความรู้สึกของพวกเขาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมของคุณโดยรวม
การใช้ข้อมูลนี้จะช่วยให้คุณทราบว่าควรสร้างตัวตนออนไลน์ของคุณที่ใด และข้อความประเภทใดที่จะดึงดูดความสนใจลูกค้าและกระตุ้นให้พวกเขาตัดสินใจซื้อ
กระจายช่องทางการตลาดของคุณ
การกระจายช่องทางการตลาดช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างที่สุด แน่นอนว่า Facebook มีผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่าสองพันล้านคน แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุดอยู่แค่นั้น
กฎการตลาดเจ็ดข้อบอกเราว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคต้องได้ยินข้อความจากแบรนด์ประมาณเจ็ดครั้งก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ คุณมีโอกาสที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้มากขึ้นโดยการเผยแพร่คอนเทนต์ โฆษณา และข้อความการตลาดอื่นๆ ผ่านช่องทางต่างๆ มากมาย
นอกจากนี้ การพึ่งพาช่องทางเดียว (เช่น การใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว) อาจเป็นความผิดพลาดราคาแพง
แอนดรูว์ แคมป์เบล หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ OpenStore กล่าวว่า “ข้อมูล OpenStore ของเราแสดงให้เห็นว่าผู้ค้า Shopify รายเล็กๆ พบว่าต้นทุนต่อการแสดงผลบน Facebook เพิ่มขึ้น 25% ในปีที่ผ่านมา และ 100% ในสองปีที่ผ่านมา ในสภาพแวดล้อมการแข่งขันเช่นนี้ แบรนด์ที่ดีที่สุดจะกระจายกลยุทธ์การดึงดูดลูกค้าและเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าผ่านช่องทางการรักษาลูกค้า เช่น SMS อีเมล และการส่งข้อความโดยตรงบนโซเชียลมีเดีย”
ลองดูโปรไฟล์ลูกค้าเป้าหมายที่คุณสร้างไว้ และตรวจสอบว่าคุณมีตัวตนอยู่บนแพลตฟอร์มยอดนิยมที่กลุ่มเป้าหมายของคุณใช้เป็นประจำ
ใช้ประโยชน์จากการโฆษณาดิจิทัล
หนึ่งในเหตุผลที่การตลาดผ่านโซเชียลมีเดียได้รับความนิยมอย่างมากก็คือ ศักยภาพในการแพร่กระจายแบบธรรมชาติและไวรัล อย่างไรก็ตาม การสร้างฐานผู้ติดตามและการเข้าถึงแบบธรรมชาติอาจต้องใช้เวลา
นี่คือจุดที่การโฆษณาแบบดิจิทัลเข้ามามีบทบาท เราได้กล่าวไปแล้วว่า เพื่อให้บริษัท D2C Marketing ของคุณประสบความสำเร็จ คุณจะต้องมีเงินทุนจำนวนมาก และส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับแคมเปญโฆษณาแบบดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้น
โฆษณาสามารถใช้ได้กับทุกขั้นตอนของช่องทางการขาย ไม่ว่าคุณจะเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายเป็นครั้งแรก หรือทำการรีทาร์เก็ตผู้เข้าชมเว็บไซต์เพื่อให้พวกเขากลับมาซื้อสินค้า
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการโฆษณาของคุณ Robert Eppinger จาก MaxAd กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการใช้กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวาง
เขากล่าวว่า “ด้วยกรอบการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวใหม่ ๆ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีต ตอนนี้กลับมีขนาดเล็กเกินไปที่จะช่วยให้เรียนรู้ประสิทธิภาพของบัญชีโฆษณาบนแพลตฟอร์มของ Facebook/Meta ได้ ในทำนองเดียวกัน และเป็นสิ่งที่พูดถึงน้อยกว่า คือ การเปลี่ยนแปลงของ Google เกี่ยวกับประเภทการจับคู่ ทำให้คำหลักแบบกว้างที่ควบคุมด้วยการเสนอราคาแบบกำหนดเองและคำหลักเชิงลบ กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของทุกบัญชีโฆษณา และมักจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่า”
ลองทดสอบกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบโฆษณา และข้อความโฆษณาที่แตกต่างกัน เพื่อค้นหาสิ่งที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณ
ใส่ไอเดียสร้างสรรค์กับคอนเทนต์การตลาด
คุณจะได้เห็นในส่วนถัดไปว่าในขณะที่เราแนะนำตัวอย่างการตลาด D2C Marketing ที่ยอดเยี่ยม ไอเดียสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ มีคอนเทนต์มากมายบนอินเทอร์เน็ต ในกล่องจดหมาย และในโทรศัพท์ของเรา คอนเทนต์โปรโมชั่นธรรมดาๆ จึงมักถูกมองข้าม
เอปปิงเกอร์กล่าวว่า “ข้อความและคำโฆษณาที่สร้างสรรค์มีความสำคัญมากกว่าที่เคย การใช้กลยุทธ์ดึงดูดใจและข้อเสนอที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางเหล่านี้เป็นพื้นฐานของวิธีการกำหนดเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ระบบอัลกอริทึมสามารถค้นหาผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้มากที่สุด”
หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างคอนเทนต์คือการบริโภคคอนเทนต์จำนวนมาก ดูว่าคู่แข่งกำลังโพสต์อะไร และคิดว่าคุณจะทำได้ดีกว่าอย่างไร ดูว่าผู้สร้างคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์กำลังโพสต์อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ ให้ความสนใจกับหัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยม มีมออนไลน์ และความท้าทายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมของคุณ
การบริโภคคอนเทนต์ออนไลน์จำนวนมากและการดูว่ากลุ่มเป้าหมายตอบรับคอนเทนต์นั้นอย่างไร สามารถเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการสร้างคอนเทนต์การตลาดที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง
เทรนด์ของ D2C Marketing
การค้าทางโซเชียล
การค้าผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายในสหรัฐอเมริกามากกว่า 67 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 แพลตฟอร์มอย่าง Instagram, TikTok และ Pinterest ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถขายสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลได้ง่ายขึ้น

ที่มา: eMarketer
เทรนด์นี้ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการช้อปปิ้งผ่านมือถือ โดยยอดขายอีคอมเมิร์ซผ่านมือถือแตะ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคิดเป็น 60% ของยอดขายอีคอมเมิร์ซทั้งหมดทั่วโลก เมื่อผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมากขึ้น แบรนด์ D2C Marketing จึงลงทุนในด้านนี้มากขึ้น
ต่อไปนี้คือฟีเจอร์การช้อปปิ้งยอดนิยมที่มีให้บริการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโซเชียลในปัจจุบัน

จากการวิเคราะห์ของ Modern Retail พบว่า ในบรรดาแพลตฟอร์มทั้งสี่ที่ทำการวัดผล (Facebook, Instagram, TikTok และ Pinterest) Instagram มีจำนวนแบรนด์ที่ใช้ฟีเจอร์การค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากที่สุด ในขณะที่ TikTok มีจำนวนน้อยที่สุด
คอนเทนต์วิดีโอ
คอนเทนต์วิดีโอได้กลายเป็นรากฐานของ D2C Marketing ไม่ว่าคุณจะสร้างวิดีโอ TikTok ที่ดึงดูดใจหรือทำการโฆษณาวิดีโอ นักการตลาดส่วนใหญ่ (88%) ให้ความสำคัญกับการตลาดวิดีโอในฐานะส่วนสำคัญของกลยุทธ์ สำหรับสตาร์ทอัพ D2C Marketing ที่เพิ่งเปิดตัว TikTok ได้กลายเป็นสถานที่หลักในการค้นหาลูกค้าใหม่
ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าวิดีโอเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ที่สุด หากทำได้ดี วิดีโอสามารถช่วยให้ผู้บริโภคนึกภาพตัวเองกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณและกระตุ้นยอดขายได้
แต่แบรนด์ D2C Marketing สร้างคอนเทนต์วิดีโอประเภทใดบ้าง? นี่คือ 4 ประเภท
- เบื้องหลังการผลิต ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการผลิตสินค้าและการดำเนินงานของบริษัท
- ประวัติพนักงาน ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของพนักงานแต่ละคน
- การสาธิตผลิตภัณฑ์ ที่แสดงให้เห็นการใช้งานผลิตภัณฑ์ของคุณ
- คอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้ ที่แสดงให้เห็นลูกค้าใช้งานผลิตภัณฑ์ของคุณ
เล็กซี เบ็คเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือกับแบรนด์จาก Fifth and Cor ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Shopify กล่าวว่า “ทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลและผู้บริโภคต่างหันมานิยมคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทุ่มเททรัพยากรมากขึ้นให้กับบัญชี TikTok หรือ Instagram ที่แสดง Reels เป็นหลักในอัลกอริทึม คอนเทนต์วิดีโอเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้บริโภค
“ด้วยคอนเทนต์วิดีโอ คุณสามารถเห็นผลิตภัณฑ์ขณะใช้งานได้ และคอนเทนต์โดยรวมก็โดดเด่น ตัวอย่างเช่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบรนด์หนึ่งทำรายได้เพิ่มขึ้น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากโพสต์ TikTok เพียงครั้งเดียวจากลูกค้าประจำของพวกเขา”
เมื่อพูดถึงการตลาดแบบ D2C Marketing คอนเทนต์วิดีโอสามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและหลักฐานทางสังคมให้กับแบรนด์ของคุณได้
พันธมิตรแบรนด์
อีกหนึ่งเทรนด์ใน D2C Marketing คือการเป็นพันธมิตรระหว่างแบรนด์ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์/บริการที่เสริมซึ่งกันและกันโดยไม่เป็นคู่แข่งโดยตรง สตาร์ทอัพ D2C Marketing โดยทั่วไปได้หันมาใช้การเป็นพันธมิตรกันมากขึ้นในช่วงหลังๆ นี้ เนื่องจากเป็นวิธีที่ประหยัดกว่าในการดึงดูดลูกค้าใหม่ เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาบน Facebook และ Google Ads
สตีเฟน ไลท์ ผู้ก่อตั้ง Nolah กล่าวว่า “การเป็นพันธมิตรระหว่างแบรนด์สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือ การมองเห็น และคุณค่าให้กับภาพลักษณ์ของแต่ละบริษัทได้อย่างมหาศาล” จุดประสงค์คือการแบ่งปันกลุ่มเป้าหมายของกันและกันโดยหวังว่าจะได้ลูกค้าในราคาที่ถูกลง และในช่วงหลังๆ แบรนด์ DTC ได้รวมการเป็นพันธมิตรไว้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นเพียงการร่วมมือเป็นครั้งคราว
“แบรนด์ต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยการติดต่อกับพันธมิตรที่มีศักยภาพซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์ และโดยการตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขากำลังนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงให้กับอีกฝ่าย การเป็นพันธมิตรระหว่างแบรนด์จะดีที่สุดเมื่ออยู่บนพื้นฐานของการเชื่อมต่อที่แท้จริง และเมื่อเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน”
การยอมรับ BNPL และตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่น
การละทิ้งตะกร้าสินค้าเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในแบรนด์อีคอมเมิร์ซ ด้วยอัตราที่สูงถึง 70% แบรนด์ DTC จึงจำเป็นต้องหาวิธีลดการละทิ้งตะกร้าสินค้าเพื่อเพิ่มผลกำไร วิธีหนึ่งคือการเสนอตัวเลือกการชำระเงินแบบซื้อตอนนี้จ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later หรือ BNPL) บริการเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2023 ผ่านบริษัทต่างๆ เช่น Affirm และ PayPal โดยมียอดการทำธุรกรรมสูงกว่า 64.9 พันล้านดอลลาร์ภายในเดือนพฤศจิกายน
ลูกค้าชอบ BNPL เพราะพวกเขาสามารถรับคำสั่งซื้อโดยจ่ายเพียงเศษเสี้ยวของต้นทุน ด้วย Shop Pay Installments ลูกค้าสามารถแบ่งการซื้อเป็นการชำระเงินปกติตลอดเวลา ประโยชน์เพิ่มเติม Shop Pay เพิ่ม Conversion ได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับ Guest Checkout และเหนือกว่าการชำระเงินแบบด่วนอื่นๆ ทั้งหมดอย่างน้อย 10%
แบรนด์ D2C Marketing เสนอประสบการณ์ออฟไลน์
แบรนด์ที่เริ่มต้นจากดิจิทัลกำลังวางแผนกลยุทธ์แบบมีหน้าร้านเพื่อสร้างการรับรู้และจำหน่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นผ่านหน้าร้านค้าปลีกหรือร้านค้าชั่วคราว
Brooklinen แบรนด์ D2C Marketing ที่ได้รับความนิยมนั้นถือเป็นตัวอย่างที่ดี บริษัทเครื่องนอนที่เปิดตัวในปี 2014 ได้เปลี่ยนกลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการ โดยเน้นการเปิดร้านค้าปลีกในพื้นที่ที่กำลังเป็นที่นิยม ในช่วงฤดูร้อนปี 2022 แบรนด์ได้เปิดร้านขายของใช้ในบ้านระดับไฮเอนด์ 3 แห่งในพอร์ตแลนด์ ซานตาโมนิกา และฟิลาเดลเฟีย และได้ทยอยเปิดสาขาในเมืองต่างๆ เช่น ชิคาโก, วอชิงตัน ดี.ซี., ซานดิเอโก และซานฟรานซิสโก
Josh Illig รองประธานฝ่ายค้าปลีกของ Brooklinen กล่าวกับ Modern Retail ว่า “ทุกครั้งที่เราเปิดร้านค้าจริง เราไม่เพียงแต่เห็นว่ามันช่วยกระตุ้นธุรกิจในตลาดนั้นๆ เท่านั้น แต่เรายังเห็นยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นด้วย” ร้านค้าให้ประสบการณ์แบบโต้ตอบแก่ลูกค้าด้วยสินค้าของใช้ในบ้านที่หลากหลายของแบรนด์ ซึ่งลูกค้าสามารถสัมผัสและเห็นได้
เริ่มทำ D2C Marketing ให้กับแบรนด์ของคุณวันนี้
ตั้งแต่การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ไปจนถึง SMS มีหลายวิธีในการทำการตลาดแบรนด์ DTC และเพิ่มยอดขาย มีบางความท้าทาย เช่น การสร้างช่องทางการขายแบบครบวงจรและการลงทุนทรัพยากรล่วงหน้า แต่กุญแจสำคัญคือการใช้ข้อมูลลูกค้าโดยตรงเพื่อปรับแต่งประสบการณ์ให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย
เอาชนะข้อโต้แย้งและความสงสัยของลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า และใช้ประโยชน์จากเทรนด์ล่าสุด ในไม่ช้าคุณจะเห็นผลประโยชน์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรที่สูงขึ้น และการรักษาฐานลูกค้าที่ดีขึ้นจากการทำการตลาดแบรนด์ D2C Marketing ของคุณ
เข้าใกล้การขายตรงให้กับลูกค้าของคุณมากขึ้นหนึ่งขั้นโดยใช้คู่มือของเรา
รับคู่มือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ D2C Marketing
การตลาดแบบ D2C Marketing คืออะไร?
D2C Marketing หมายถึงกลยุทธ์และยุทธวิธีที่ใช้เพื่อเพิ่มรายได้และขยายฐานลูกค้า โดยใช้ช่องทางดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย การตลาดแบบเฉพาะบุคคล และการโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ตลาด D2C Marketing มีลักษณะยังไง?
แพลตฟอร์ม D2C Marketing คือแพลตฟอร์มที่แบรนด์สินค้าขายตรงถึงผู้บริโภคสามารถขายสินค้าของตนให้กับลูกค้าโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง
B2C เหมือนกับ D2C หรือไม่?
B2C ย่อมาจาก Business-to-Consumer หมายถึงการขายสินค้าผ่านตัวกลาง เช่น ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ส่วน D2C ย่อมาจาก Direct-to-Consumer หมายถึงการขายสินค้าและบริการโดยตรงให้กับผู้บริโภคโดยไม่ผ่านตัวกลาง
แนวทาง D2C Marketing คืออะไร?
โมเดลธุรกิจขายตรงถึงผู้บริโภคช่วยลดความจำเป็นในการใช้ผู้ค้าส่งและร้านค้าปลีกในการขายสินค้าให้กับผู้บริโภค ด้วยการมีฐานลูกค้าออนไลน์ที่แข็งแกร่ง โดยเน้นที่อีคอมเมิร์ซและการตลาดตรง คุณจึงสามารถควบคุมประสบการณ์ของแบรนด์และความภักดีของลูกค้าได้


