ตอนที่คุณเลือกธีม Shopify คุณจะได้เห็นธีมในเวอร์ชันที่ดูดีที่สุด เพราะมีการตั้งค่ารูปภาพ ฟอนต์ และสีมาให้เรียบร้อย ช่วยให้เห็นภาพรวมและศักยภาพของธีมได้ชัดเจนตั้งแต่แรก
แต่พอติดตั้งธีมลงในร้านจริง หน้าตายังไม่ถือว่าสมบูรณ์ จนกว่าคุณจะเริ่มปรับแต่งธีม Shopify ให้เข้ากับแบรนด์ของตัวเอง การปรับแต่งคือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนธีมมาตรฐานให้กลายเป็นหน้าร้านที่ดูน่าเชื่อถือ สื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจน และช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย
ด้วยเฟรมเวิร์กใหม่อย่าง Shopify Horizon ธีมในยุคนี้ถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นและปรับได้ง่ายกว่าเดิม คุณสามารถต่อยอดจากธีมสำเร็จรูปไปสู่เว็บร้านที่มีเอกลักษณ์ได้เร็วขึ้น คู่มือนี้จะอธิบายภาพรวมของการปรับแต่งธีม Shopify ว่าคืออะไร ทำงานอย่างไร และมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นและขายได้ดีขึ้น
การปรับแต่งธีม Shopify คืออะไร
การปรับแต่งธีม Shopify คือกระบวนการปรับหน้าตาและโครงสร้างของร้านค้าออนไลน์ให้มีเอกลักษณ์และสอดคล้องกับแบรนด์ของคุณมากขึ้น โดยปกติแล้วธีม Shopify จะมาพร้อมดีไซน์สำเร็จรูปที่ดูเป็นมืออาชีพและพร้อมใช้งานทันที แต่การปรับแต่งธีม Shopify คือสิ่งที่ช่วยให้คุณนำดีไซน์พื้นฐานนั้นมาปรับให้ตรงกับอัตลักษณ์ของแบรนด์ และสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดูเป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้า
หากทำอย่างถูกวิธี การปรับแต่งธีม Shopify สามารถช่วยเพิ่มอัตราการซื้อได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Baymard Institute ระบุว่า แบรนด์ที่มีการปรับแต่งขั้นตอนเช็กเอาต์ให้เหมาะกับผู้ใช้งาน สามารถเพิ่ม Conversion ได้สูงถึง 35%
การปรับแต่งธีม Shopify อาจเริ่มจากการเปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ฟอนต์ สี หรือองค์ประกอบภาพ ไปจนถึงการปรับเลย์เอาต์ใหม่ ย้ายหรือเพิ่ม Section ใส่คอนเทนต์เฉพาะแบรนด์ หรือแม้แต่สร้างฟีเจอร์ใหม่ขึ้นมาเองทั้งหมด และด้วยการอัปเดตด้านดีไซน์ล่าสุดของ Shopify ปัจจุบันคุณสามารถปรับแต่งธีม Shopify ได้ง่ายกว่าที่เคย โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว
ประเภทของการปรับแต่งธีม Shopify
การปรับแต่งธีม Shopify มีได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของร้านและทักษะทางเทคนิคที่คุณมี บางร้านต้องการเพียงปรับสีและเชื่อมต่อแอปไม่กี่ตัว ขณะที่บางร้านอาจต้องการการปรับแต่งขั้นสูงเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน
รูปแบบการปรับแต่งธีม Shopify ที่ทำได้ ได้แก่
- ปรับธีมแบบรวดเร็ว การปรับพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น เปลี่ยนฟอนต์ โลโก้ แบนเนอร์ และรูปภาพ รวมถึงเลือกแสดงหรือซ่อนองค์ประกอบอย่างจำนวนสินค้าในสต็อกหรือป้ายโปรโมชั่น ตัวอย่างเช่น การใช้ธีมจาก Shopify Theme Store แล้วปรับสีหลักให้เข้ากับคอลเลกชันล่าสุดของร้าน
- ปรับเลย์เอาต์ด้วยระบบบล็อก ธีม Shopify รุ่นใหม่ถูกออกแบบให้เป็นโมดูล ประกอบด้วยบล็อกที่สามารถลากและวางได้อย่างอิสระ คุณสามารถจัดเรียงแกลเลอรีสินค้า รีวิว หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ซ่อนหรือแสดงบล็อก และออกแบบแต่ละหน้าได้เองโดยไม่ต้องใช้โค้ด
- การปรับแต่งธีม Shopify ด้วย AI อัปเดตช่วงฤดูร้อนปี 2025 ของ Shopify (ในกลุ่มธีม Horizon) ช่วยให้การปรับแต่งธีม Shopify ทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการสร้างบล็อกดีไซน์จากคำสั่งข้อความ เช่น พิมพ์ว่า “เพิ่มตัวนับเวลาถอยหลังใต้แกลเลอรีสินค้า” ระบบจะสร้างองค์ประกอบนั้นให้ทันที
- การปรับแต่งขั้นสูง สำหรับร้านที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น นักพัฒนา Shopify สามารถต่อยอดการปรับแต่งธีม Shopify ด้วยโค้ด Liquid สคริปต์ API และ metafields เพื่อสร้างเลย์เอาต์และฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะแบรนด์
การปรับแต่งธีม Shopify ควรจ้างมืออาชีพหรือทำเองดี?
ข้อดีอย่างหนึ่งของการเริ่มต้นด้วยธีม Shopify คือ โครงสร้างหลักของดีไซน์ถูกวางมาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเลย์เอาต์ของหน้าเว็บหรือการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับการออกแบบหน้าเว็บที่ซับซ้อนเหมือนการใช้โปรแกรมสร้างเว็บขั้นสูง
แต่ถ้าต้องการให้ร้านค้าสะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างแท้จริง การปรับแต่งธีม Shopify เพิ่มเติมก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองนึกภาพเหมือนการตกแต่งบ้าน โครงสร้างหลักมีครบอยู่แล้ว แต่คุณสามารถเลือกสี เลือกสไตล์ และปรับรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของคุณจริง ๆ
การปรับแต่งธีม Shopify ก็เช่นเดียวกัน คุณอาจเลือกลงมือทำเองในส่วนที่ปรับได้ง่าย หรือหากต้องการความเฉพาะทางมากขึ้น การจ้างนักพัฒนาก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยต่อยอดร้านให้ตรงกับแบรนด์ได้อย่างเต็มที่
จ้างนักพัฒนา Shopify
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นกับการออกแบบเว็บไซต์ ตัวเลือกในการปรับแต่งอาจดูเยอะจนรู้สึกล้นมือ คุณสามารถเปลี่ยนสี ปรับเลย์เอาต์ หรือแก้ไของค์ประกอบต่าง ๆ ได้เพียงไม่กี่คลิก แต่การตัดสินใจว่าแบบไหนเหมาะกับแบรนด์มากที่สุด ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป
สำหรับฟังก์ชันและดีไซน์ที่ซับซ้อน การจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยปรับแต่งธีม Shopify มักคุ้มค่ากว่าการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อคุณยังมีหน้าที่สำคัญอื่น ๆ ที่ต้องดูแลในธุรกิจ
Shopify Experts Marketplace เป็นแหล่งรวมเว็บดีไซเนอร์และนักพัฒนาที่มีประสบการณ์บนแพลตฟอร์ม Shopify โดยตรง พวกเขาสามารถช่วยแนะนำแนวทางการตัดสินใจ หรือรับดูแลการปรับแต่งธีม Shopify ให้ตรงกับเป้าหมายของร้านคุณได้ครบจบในที่เดียว
ปรับแต่งธีม Shopify ด้วยตัวเอง
ในบางกรณี การลงมือทำเองก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เช่น หากคุณกำลังเริ่มธุรกิจด้วยงบจำกัด มีทักษะด้านเทคนิคหรือดีไซน์อยู่แล้ว หรือเพียงต้องการฟังก์ชันพื้นฐานเพื่อเปิดร้านก่อน แล้วค่อยอัปเกรดในภายหลัง
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด Shopify ได้ออกแบบ Theme Editor ให้ใช้งานง่าย คุณสามารถปรับแต่งธีม Shopify ให้เข้ากับแบรนด์ได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านโค้ดหรือการออกแบบ ด้วยเครื่องมืออย่าง Sections Everywhere, การฝังแอป Shopify และเทมเพลตหน้าเพจต่าง ๆ คุณสามารถเพิ่มองค์ประกอบที่น่าสนใจให้เว็บไซต์ได้ในไม่กี่คลิก
สำหรับผู้ใช้แพ็กเกจ Basic ขึ้นไป คุณสามารถสร้างและปรับแต่งรูปลักษณ์ของร้านค้าออนไลน์ได้ทันทีผ่าน Theme Editor ที่มาพร้อม Shopify
5 วิธีปรับแต่งร้าน Shopify ให้เป็นสไตล์ของคุณเอง
- เลือกธีมที่ใช่จาก Shopify Theme Store
- แก้ไขการตั้งค่าธีมเพื่อปรับหน้าตาร้าน
- สร้างเทมเพลตสำหรับหน้าเพจต่าง ๆ
- ปรับแต่งร้านด้วยแอป Shopify
- ใช้การฝังแอป Shopify เพิ่ม Section ใหม่ ๆ
ทั้ง 5 วิธีนี้คือชุดเครื่องมือที่ยืดหยุ่น ช่วยให้การปรับแต่งธีม Shopify ทำได้ง่ายและตอบโจทย์ร้านค้าในทุกระดับ
1. เลือกธีมที่ใช่จาก Shopify Theme Store
เมื่อคุณสร้างร้านบน Shopify ระบบจะตั้งค่าเริ่มต้นให้ใช้ธีม Debut หรือ Dawn (ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ Online Store 2.0 หรือไม่) แต่คุณไม่จำเป็นต้องยึดติดกับธีมเริ่มต้นเหล่านั้นเสมอไป
Shopify Theme Store มีธีมให้เลือกหลายร้อยแบบ และการเลือกธีมที่เหมาะตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก โดยเฉพาะหากร้านของคุณต้องการฟีเจอร์หรือฟังก์ชันเฉพาะ การเริ่มต้นด้วยธีมที่ตรงโจทย์จะทำให้การปรับแต่งธีม Shopify ในขั้นต่อไปง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ธีม Shopify แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ธีมฟรี และธีมแบบเสียเงิน
- ธีมฟรี เหมาะสำหรับร้านใหม่หรือร้านขนาดเล็กที่กำลังเตรียมเปิดขายหรือทดลองทำอีคอมเมิร์ซ ธีมกลุ่มนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งแบบครั้งเดียวหรือรายเดือน แต่โดยทั่วไปจะมีข้อจำกัดด้านฟีเจอร์และตัวเลือกในการปรับแต่งธีม Shopify ปัจจุบัน Shopify มีธีมฟรีให้เลือกมากกว่า 20 ธีม
- ธีมแบบเสียเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโตและต้องการฟีเจอร์ที่ครบมากขึ้น Shopify มีธีมแบบเสียเงินให้เลือกมากกว่า 800 ธีม ราคาอยู่ที่ประมาณ 180–350 ดอลลาร์ (จ่ายครั้งเดียว) แม้จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูงกว่า แต่ธีมกลุ่มนี้มักมาพร้อมเครื่องมือด้านดีไซน์ ฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซ และความยืดหยุ่นที่ช่วยให้คุณปรับแต่งธีม Shopify ได้ลึกและตรงกับแบรนด์มากขึ้น

ธีม Shopify แบบปรับแต่งได้ vs ธีมสำเร็จรูป
เมื่อคุณกำลังสร้างหรือรีดีไซน์ร้าน Shopify หนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือ จะเริ่มจากธีมสำเร็จรูป หรือลงทุนทำธีมแบบ Custom ดี ทั้งสองแบบมีจุดเด่นต่างกัน และการเลือกที่เหมาะสมมักขึ้นอยู่กับงบประมาณ ระยะเวลา และระดับการควบคุมหน้าตาและประสบการณ์ใช้งานที่คุณต้องการ
ธีมสำเร็จรูปคือธีมที่มีให้เลือกใน Shopify Theme Store คุณเพียงติดตั้งแล้วค่อยปรับธีมต่อผ่าน Theme Editor โดยทั่วไปธีมกลุ่มนี้มีราคาประมาณ 7,000–14,000 บาท (จ่ายครั้งเดียว) และเนื่องจากผ่านการออกแบบมาแล้ว คุณสามารถเปิดร้านได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับการปรับแต่งที่ต้องการ
อีกข้อดีคือการดูแลรักษาที่ง่ายกว่า เพราะนักพัฒนาธีมจะเป็นผู้ดูแลการอัปเดตและแก้ไขบั๊กให้ ข้อแลกเปลี่ยนคือความยืดหยุ่น คุณจะต้องทำงานอยู่ภายใต้โครงสร้างของธีมนั้น ๆ
ธีมสำเร็จรูปเหมาะสำหรับ
- ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางที่ต้องการดีไซน์ดูมืออาชีพโดยไม่ต้องลงทุนสูง
- แบรนด์ที่ต้องการเริ่มขายได้อย่างรวดเร็ว
- เจ้าของร้านที่ต้องการระบบซัพพอร์ตและการอัปเดตที่มีมาให้พร้อมใช้งาน
ด้วยเฟรมเวิร์ก Horizon ธีมสำเร็จรูปในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายธีมสามารถปรับแต่งได้ในระดับที่แต่เดิมต้องพึ่งการทำธีมแบบ Custom เท่านั้น
พรีเซ็ต Pitch ใน Horizon
ในทางกลับกัน ธีม Shopify แบบ Custom คือธีมที่ถูกออกแบบและพัฒนาเฉพาะสำหรับแบรนด์ของคุณโดยตรง ซึ่งให้คุณควบคุมงานดีไซน์และฟังก์ชันได้อย่างเต็มที่ ค่าใช้จ่ายมักเริ่มตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโปรเจกต์และฟีเจอร์ที่ต้องการ
ระยะเวลาเปิดร้านจะนานกว่าธีมสำเร็จรูปอย่างชัดเจน เพราะการทำธีม Custom ทั้งชุดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ข้อดีคือความยืดหยุ่นแบบไม่จำกัด คุณสามารถปรับแต่งธีม Shopify ได้ทุกจุด ตั้งแต่เลย์เอาต์ ฟังก์ชัน ไปจนถึงประสบการณ์ใช้งาน ให้ตรงกับภาพที่คุณต้องการอย่างแท้จริง
ข้อควรคำนึงคือ คุณจะต้องมีนักพัฒนา (ทั้งทีมภายในหรือฟรีแลนซ์) เพื่อดูแลการอัปเดต แก้ไขบั๊ก และพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เนื่องจากธีมคัสต้อมจะไม่ได้รับการอัปเดตอัตโนมัติเหมือนธีมสำเร็จรูปจาก Shopify Theme Store
ธีม Custom เหมาะสำหรับ
- แบรนด์ที่มีความพร้อมและต้องการภาพลักษณ์เฉพาะตัว หรือฟังก์ชันขั้นสูง
- ร้านค้าที่มี Customer Journey แบบเฉพาะ หรือฟีเจอร์เฉพาะกลุ่ม
- ธุรกิจที่มีงบประมาณและทีมงานสำหรับดูแลโค้ดในระยะยาว
หากเป้าหมายของคุณคือการปรับแต่งธีม Shopify ให้แตกต่างอย่างชัดเจนและควบคุมทุกดีเทลได้เอง ธีม Custom คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในระยะยาว
นี่คือตารางเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย
|
ประเด็นเปรียบเทียบ |
ธีมสำเร็จรูป |
ธีมปรับแต่งได้ |
|
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
7,000–14,000 บาท (จ่ายครั้งเดียว) |
175,000 บาทขึ้นไป (ขึ้นกับขอบเขตงาน) |
|
ระยะเวลาในการเปิดร้าน |
ไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ |
หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน |
|
ความยืดหยุ่นในการออกแบบ |
ปรับได้ภายใต้โครงสร้างของธีม |
ปรับได้อิสระแทบทุกส่วน |
|
การดูแลและบำรุงรักษา |
นักพัฒนาธีมดูแลอัปเดตให้ |
ต้องมีนักพัฒนาดูแลเอง |
|
ประสิทธิภาพและความเร็ว |
ผ่านมาตรฐานความเร็วของ Shopify |
ดีมากหากพัฒนาอย่างถูกต้อง (คุณภาพขึ้นกับทีม) |
|
การซัพพอร์ต |
ได้ทั้งจากนักพัฒนาธีมและ Shopify |
ขึ้นอยู่กับทีมพัฒนาหรือเอเจนซีที่จ้าง |
2. แก้ไขการตั้งค่าธีมเพื่อปรับหน้าตาร้าน
เมื่อคุณเข้าใจโครงสร้างและฟังก์ชันการทำงานโดยรวมของธีมแล้ว คุณสามารถหันมาโฟกัสที่ด้านดีไซน์ของการปรับแต่งธีม Shopify ได้อย่างเต็มที่ ขั้นตอนนี้เป็นส่วนสำคัญของการปรับแต่ง Shopify เพราะช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณมีหน้าตาและบรรยากาศที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์
หากต้องการปรับแต่งธีม Shopify ให้เข้าไปที่ Theme Editor จากหน้าแดชบอร์ด โดยไปที่ Admin > Online Store > Themes > Customize
พื้นที่หลักที่คุณควรให้ความสำคัญ มีดังต่อไป
โทนสี
หากคุณมี Brand Guidelines อยู่แล้ว ให้ปรับการตั้งค่าธีม Shopify ให้สอดคล้องกับแนวทางสีของแบรนด์นั้น แต่หากยังไม่มี คุณสามารถใช้สีจากโลโก้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับแต่งธีม Shopify ได้
หากคุณเริ่มต้นจากศูนย์ การเลือกสีสำหรับแบรนด์อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวล สีเหล่านี้เข้ากันดีหรือไม่? ควรเลือกใช้สีสด หรือโทนสีกลางจะเหมาะกับแบรนด์มากกว่า? ลองมองหาแรงบันดาลใจจากประเภทสินค้าที่คุณจำหน่าย ตัวอย่างเช่น หากคุณขายเฟอร์นิเจอร์ไม้หรือสินค้าเครื่องหนัง โทนสีธรรมชาติอย่างน้ำตาล เบจ และสีส้ม อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับการปรับแต่งธีม Shopify ของคุณ
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เครื่องมือสร้าง Color Palette ออนไลน์ได้ ซึ่งหลายเครื่องมือจะมีตัวอย่างโทนสีที่ออกแบบโดยนักออกแบบหรือแบรนด์อื่น ๆ ช่วยให้คุณเห็นภาพของชุดสีที่เข้ากันได้ดี และนำไปใช้กับการปรับแต่งธีม Shopify ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างพาเลตสี โดยมีรหัสเฮกซาเดซิมัลแสดงเมื่อชี้เมาส์ไปที่ภาพ ขอบคุณที่มา Color Hunt
- เมื่อคุณเลือกโทนสีที่ดูดีและเหมาะกับสินค้าและธุรกิจของคุณได้แล้ว อย่าลืมบันทึกรหัสสีแบบ Hexadecimal (Hex code) ของสีที่เลือกไว้ รหัสสีเหล่านี้เป็นชุดตัวอักษรและตัวเลข 6 หลัก ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ซ้ำบนแพลตฟอร์มออนไลน์และเครื่องมือออกแบบต่าง ๆ เพื่อให้ได้สีที่ตรงกันอย่างแม่นยำในทุกจุดที่ต้องการใช้งาน
- รหัสสีจะมีหน้าตาประมาณนี้:
- #FFFFFF (สีขาว)
- #2D2D2D (สีเทาเข้มมาก)
- #50B83C (สีเขียว)
ฟอนต์
ฟอนต์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์เช่นกัน ดีไซน์ร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ดูดีหลายแห่ง มักใช้ฟอนต์มากกว่าหนึ่งแบบ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองไว้ที่ฟอนต์เดียว หรือสไตล์เดียวเสมอไป สิ่งสำคัญคือการเลือกฟอนต์ที่เข้ากันและทำงานร่วมกันได้ดี โดยไม่ทำให้หน้าร้านดูซ้ำหรือรกสายตา
โดยทั่วไป แนะนำให้ใช้ฟอนต์เพียง 2–3 แบบเท่านั้น หากใช้มากกว่านี้ อาจทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูไม่ชัดเจน และรบกวนการไหลของข้อมูลบนหน้าเว็บ แม้ว่าการทดลองดีไซน์ใหม่ ๆ จะเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ควรพยายามรักษาสมดุลระหว่างความอ่านง่าย ความสม่ำเสมอ และความชัดเจนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังปรับแต่งธีม Shopify เพื่อใช้งานจริง
เลือกฟอนต์ที่เข้ากัน
วิธีที่เร็วที่สุดในการหาชุดฟอนต์ที่เข้ากันอย่างลงตัว คือการเลือกฟอนต์จากตระกูลเดียวกัน เช่น Helvetica หรือ Times New Roman ฟอนต์หนึ่งตระกูลมักมีรูปแบบย่อยหลายแบบ ทั้งน้ำหนักตัวอักษรและสไตล์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันได้อยู่แล้ว
ตัวอย่างเช่น คุณอาจใช้ฟอนต์น้ำหนักหนาอย่างเวอร์ชัน Bold สำหรับหัวข้อหลัก และใช้รูปแบบตัวอักษรที่ต่างออกไป เช่น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (All caps) สำหรับหัวข้อย่อย ซึ่งช่วยสร้างลำดับชั้นของข้อมูลได้ชัดเจน โดยยังคงความกลมกลืนของดีไซน์ไว้ครบถ้วน
ตัวอย่างการใช้ฟอนต์เดียวกันในหลายๆ วิธี ขอบคุณคู่มือการแมตช์ฟอนต์ของ Canva
หากคุณมีฟอนต์ที่คุณชอบ คุณสามารถใช้เวอร์ชันตัวหนา เวอร์ชันปกติ และเวอร์ชันตัวเอียงเพื่อแยกแยะหัวเรื่องและข้อมูลอื่นๆ นี่เป็นวิธีที่จะทำให้ครอบครัวฟอนต์เดียวกันทำงานได้ทั่วทั้งร้านของคุณ ในขณะที่ยังคงให้คุณสามารถแยกแยะระหว่างประเภทเนื้อหาที่แตกต่างกัน
เลือกชุดตัวอักษรที่เข้ากัน
หากคุณยังไม่เคยทำงานกับฟอนต์มาก่อน มาทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ typeface กันก่อน โดยทั่วไปแล้ว ตัวอักษรจะถูกแบ่งออกเป็นสไตล์หลัก ๆ ไม่กี่ประเภท ดังนี้
- Serif ตัวอักษรกลุ่มนี้ เช่น Times New Roman และ Georgia จะมี “เชิง” หรือส่วนเล็ก ๆ ที่ปลายตัวอักษร
- Sans serif ตัวอักษรกลุ่มนี้ เช่น Arial และ Helvetica จะไม่มีเชิงที่ปลายตัวอักษร ทำให้ดูเรียบง่ายและทันสมัย
- Script ตัวอักษรที่มีลักษณะคล้ายลายมือหรืออักษรคัลลิกราฟี มักให้ความรู้สึกเป็นทางการหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- Monospace ตัวอักษรที่มีระยะห่างของตัวอักษรเท่ากันทุกตัว มักพบในโค้ดคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างที่ดีคือ Roboto Mono
คุณสามารถจับคู่ฟอนต์จาก typeface ต่างประเภทกัน เพื่อสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างองค์ประกอบบนหน้าเว็บ
การผสม typeface ที่มีความแตกต่างกันช่วยสร้าง “ลำดับชั้นของข้อมูล” (Hierarchy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอนต์ที่ตัดกันจะช่วยให้ผู้ใช้งานแยกออกได้ชัดเจนว่า ส่วนไหนคือหัวข้อหลัก หัวข้อย่อย และส่วนไหนคือเนื้อหาหลักของบทความ
Hierarchy ที่ดีจะช่วยนำสายตาลูกค้าไปยังข้อมูลที่สำคัญที่สุดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับแต่งธีม Shopify ให้ใช้งานได้จริง
ใช้ขนาดฟอนต์อย่างมีวัตถุประสงค์
การเลือกใช้ขนาดฟอนต์ควรทำอย่างตั้งใจ เพื่อเน้นข้อมูลที่สำคัญและช่วยนำทางผู้ใช้งานภายในเว็บไซต์ ยิ่งเนื้อหาส่วนไหนมีความสำคัญมากเท่าไร ขนาดฟอนต์ก็ควรใหญ่ขึ้นตามลำดับ
เมื่อคุณกำหนดขนาดฟอนต์สำหรับเนื้อหาหลักและหัวข้อเรียบร้อยแล้ว ควรใช้ขนาดนั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถแยกแยะได้ง่ายว่าอะไรคือหัวข้อ และอะไรคือเนื้อหา ความสม่ำเสมอช่วยให้ร้านค้าอ่านง่าย นำทางสะดวก และลดอุปสรรคในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งหมายถึงโอกาสปิดการขายที่เร็วขึ้น
3. สร้างเทมเพลต
แม้ว่าการลองใช้ฟอนต์และโทนสีใหม่ ๆ ในแต่ละหน้าจะดูน่าสนใจ แต่สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือ “ความสม่ำเสมอ” คือหัวใจของการสร้างแบรนด์ ลูกค้าควรสามารถจดจำและใช้งานร้านของคุณได้อย่างง่ายดาย การยึดชุดฟอนต์ สี และสไตล์หลักไว้ให้ชัดเจน จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างมาก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ page templates และ sections กลายเป็นฟีเจอร์สำคัญของการปรับแต่งธีม Shopify
Page templates เหมาะสำหรับหน้าที่คุณต้องใช้งานซ้ำบ่อย ๆ เช่น บทความบล็อก หน้าแลนดิ้งเพจ sales funnel หรือแม้แต่หน้าสินค้า เมื่อคุณเริ่มต้นจากเทมเพลตเดียวกัน คุณจะสามารถรักษาความสม่ำเสมอของดีไซน์ได้ พร้อมทั้งลดเวลาและพลังความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ในการสร้างหน้าเหล่านี้แต่ละครั้ง
Sections คือบล็อกคอนเทนต์ขนาดเล็กที่ถูกออกแบบให้ใช้ซ้ำได้ เช่น ฟอร์มติดต่อ ปุ่ม Call to Action หรือแบบฟอร์มสมัครรับข่าวสาร ซึ่งคุณตั้งใจจะนำไปใช้งานในหลายหน้า ข้อดีคือคุณต้องแก้ไขเนื้อหาใน section นั้นเพียงครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงจะถูกอัปเดตไปยังทุกหน้าที่มีการใช้งาน section นี้โดยอัตโนมัติ
หากต้องการสร้างหรือแก้ไข sections ให้เข้าไปที่ Theme Editor จากนั้นคลิก “+ Add section” เลือก section ใหม่จากรายการ หรือค้นหา section ที่ต้องการแก้ไข ใช้ไอคอน ⋮⋮ ด้านข้างเพื่อคลิก ลาก และจัดเรียงลำดับของ section บนหน้าเว็บตามต้องการ เมื่อปรับแต่งธีม Shopify เสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมกด Save เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง
4. ปรับแต่งร้านด้วยแอป Shopify
Shopify App Store มีแอปให้เลือกมากกว่า 8,000 แอป ครอบคลุมตั้งแต่การปรับดีไซน์เล็ก ๆ ไปจนถึงฟังก์ชันขั้นสูง คุณจะพบแอปในหมวดหลัก ๆ เช่น การออกแบบร้าน การตลาดและ Conversion ระบบออเดอร์และการจัดส่ง ช่องทางการขาย การจัดการร้าน การขายสินค้า และการค้นหาสินค้า
แม้เฉพาะในหมวด Store design ก็ยังแบ่งออกเป็นหมวดย่อยอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ องค์ประกอบด้านดีไซน์ รูปภาพและสื่อ เมนูนำทาง การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย หัวใจสำคัญของการปรับแต่งธีม Shopify ในขั้นตอนนี้ คือการรู้ให้ชัดว่าคุณต้องการปรับอะไร จากนั้นจึงเลือกแอปที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้ตรงที่สุด
ตัวอย่างการปรับแต่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยแอปในหมวดออกแบบร้าน ได้แก่
- ปรับระบบค้นหาสินค้า ยกระดับประสบการณ์การค้นหาด้วยการปรับปรุงระบบค้นหา ฟิลเตอร์ และคำแนะนำสินค้า เพิ่มฟีเจอร์ค้นหาด้วยภาพ และทำให้การค้นหาสินค้าโดยรวมใช้งานได้ดีขึ้น ด้วยแอปอย่างShopify Search & Discovery
- เพิ่มคำแนะนำสินค้า แนะนำสินค้าที่คล้ายกันหรือเกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ โดยหลายแบรนด์ เช่น Thousand ใช้แอปเพื่อทำกลยุทธ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพิ่มรีวิวจากลูกค้า แอปอย่าง Okendo และ Judge.me ช่วยให้คุณใช้รีวิวจากลูกค้าเป็น Social Proof เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและกระตุ้น Conversion ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการปรับแต่งธีม Shopify ให้ขายได้ดีขึ้น
- สร้างเทมเพลตหน้าแลนดิ้งเพจ หากต้องการปรับแต่งแลนดิ้งเพจในระดับที่ลึกขึ้น และมีเทมเพลตให้เลือกหลากหลาย แอปอย่าง Shogun เป็นตัวเลือกยอดนิยม ด้วยเครื่องมือแบบลากและวางที่ใช้งานง่าย
- ปรับแต่งขั้นตอนเช็กเอาต์ ทำให้หน้าเช็กเอาต์สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ และลดแรงเสียดทานในการซื้อเพื่อเพิ่มยอดขาย แอปอย่าง Skip To Checkout และ Zipify One Click Upsell สามารถช่วยคุณทำได้โดยตรง โดยแพ็กเกจตั้งแต่ Basic ขึ้นไปรองรับการใช้งานเช็กเอาต์มาตรฐาน ส่วนการปรับแต่งขั้นสูงหรือการปรับเช็กเอาต์แบบเต็มรูปแบบ เช่น การเปลี่ยนเลย์เอาต์หรือพฤติกรรมการทำงาน จะรองรับเฉพาะ Shopify Plus เท่านั้น
5. ใช้การฝังแอป Shopify เพิ่ม Section ใหม่ ๆ
Shopify app embeds คือองค์ประกอบที่มาจากแอป ซึ่งสามารถแสดงผลแบบลอยอยู่บนหน้าร้าน เช่น ปุ่มแชต หรือทำหน้าที่เพิ่มโค้ดบางอย่างให้กับร้านค้าออนไลน์โดยที่ลูกค้าไม่เห็นโดยตรง จุดเด่นของ app embeds คือช่วยเพิ่มฟังก์ชันให้ร้านได้ โดยไม่ทำให้ดีไซน์ของหน้าเว็บดูรกหรือซับซ้อน
ตัวอย่างเช่น ร้านค้า Shopify อย่าง Ora Organic ใช้ live chat app embed ที่ขับเคลื่อนด้วย Gorgias เพื่อให้ลูกค้าสามารถพูดคุยกับทีมซัพพอร์ตได้ทันที ขณะเดียวกันก็ยังสามารถเลือกดูสินค้าและใช้งานเว็บไซต์ต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

การจัดการ app embeds ทำผ่าน Theme Editor และสามารถใช้งานได้กับทุกเวอร์ชันของธีม Shopify ซึ่งช่วยให้การปรับแต่งธีม Shopify มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับ sections, app embeds จำเป็นต้องตั้งค่าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่คุณทำกับ app embed จะถูกนำไปแสดงผลอัตโนมัติในทุกหน้าที่มีการใช้งาน embed นั้น
หากต้องการปรับแต่ง Shopify app embeds ให้เข้าไปที่ Theme Editor แล้วคลิก “App embeds” จากนั้นเลือก app embed ที่ต้องการจัดการ (หรือใช้แถบค้นหาเพื่อพิมพ์คีย์เวิร์ดและค้นหาแอปที่ติดตั้งไว้) คลิกปุ่มสวิตช์เพื่อเปิดหรือปิดการใช้งาน และสามารถดูการตั้งค่าเพิ่มเติมได้โดยคลิกไอคอนขยาย (▸) เพื่อปรับรายละเอียดต่าง ๆ ตามต้องการ
การใช้งาน Shopify Theme Editor
Shopify Theme Editor คือพื้นที่ทำงานหลักสำหรับงานดีไซน์ของคุณ เป็นจุดที่คุณใช้ปรับหน้าตาและเลย์เอาต์ของร้านค้าออนไลน์ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด เหมาะมากสำหรับการปรับแต่งธีม Shopify ให้ตรงกับแบรนด์และรูปแบบร้านที่คุณต้องการ
ต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณใช้งาน Theme Editor ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เริ่มจากหน้าโฮมเพจ ลูกค้าส่วนใหญ่มักเข้ามาที่หน้าโฮมเพจก่อน และหน้านี้คือสิ่งที่กำหนดบรรยากาศของร้านทั้งร้าน ควรเริ่มจากการจัด Hero banner สินค้าเด่น และปุ่ม Call-to-Action ให้ชัดเจน ก่อนจะขยับไปปรับแต่งหน้าอื่น ๆ ที่มีรายละเอียดน้อยกว่า
- คิดแบบ Mobile-first มากกว่าครึ่งหนึ่งของทราฟฟิกอีคอมเมิร์ซมาจากมือถือ ดังนั้นทุกครั้งก่อนเผยแพร่การเปลี่ยนแปลง อย่าลืมพรีวิวร้านในมุมมองมือถือเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการปรับแต่งธีม Shopify แสดงผลได้ดีบนทุกอุปกรณ์
- คัดลอกธีมก่อนทดลองปรับแต่ง ก่อนเริ่มทดสอบหรือเปลี่ยนแปลงดีไซน์ แนะนำให้ทำสำเนาธีมเก็บไว้ก่อน โดยไปที่
- Themes > Actions > Duplicate วิธีนี้ช่วยให้คุณมีแบ็กอัพ หากต้องการย้อนกลับมาใช้เวอร์ชันเดิม
- ใช้ Preset ให้เป็นประโยชน์ หลายธีม รวมถึงธีมในกลุ่ม Horizon มาพร้อม Preset ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามและพร้อมใช้งาน คุณสามารถเลือก Preset เหล่านี้เป็นฐาน แล้วค่อยปรับรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน Theme Editor ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการปรับแต่งธีม Shopify ได้มาก
- ใส่ใจกับขนาดไฟล์ Shopify กำหนดขนาดไฟล์อัปโหลดธีมไว้ไม่เกิน 50 เมกะไบต์ และไฟล์แต่ละไฟล์ไม่เกิน 20 เมกะไบต์ สำหรับรูปภาพ ควรตั้งเป้าให้ไฟล์มีขนาดไม่เกิน 1 เมกะไบต์ต่อภาพ (และดีที่สุดคือประมาณ 500 กิโลไบต์หรือน้อยกว่า) พร้อมใช้ฟอร์แมตที่แนะนำ เช่น JPEG สำหรับภาพถ่าย, PNG สำหรับกราฟิกพื้นหลังโปร่งใส และ SVG สำหรับโลโก้หรือไอคอน เพื่อให้ร้านโหลดเร็วและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ในแต่ละหน้า คุณสามารถเจาะลึกลงไปปรับแต่งแต่ละ section ได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นแบนเนอร์รูปภาพ ปุ่มต่าง ๆ หรือส่วนท้ายเว็บไซต์ (Footer) เพื่อให้การปรับแต่งธีม Shopify ตรงกับรูปแบบและประสบการณ์ใช้งานที่คุณต้องการ
การเข้าใช้งาน Theme Editor
การเข้าไปยัง Theme Editor ทำได้ง่ายมาก
- เข้าสู่ระบบ Shopify admin
- ไปที่ Online Store > Themes
- ใต้ธีมที่ใช้งานอยู่ คลิก Customize
เมื่อคลิกแล้ว ระบบจะเปิด Theme Editor ขึ้นมา โดยคุณจะเห็นตัวอย่างหน้าร้านแบบเรียลไทม์อยู่ทางด้านขวา และแถบด้านซ้ายที่รวม section ต่าง ๆ ซึ่งสามารถแก้ไขและใช้สำหรับการปรับแต่งธีม Shopify ได้ทันที

ฟีเจอร์และเครื่องมือสำคัญในการปรับแต่งธีม Shopify
เมื่อคุณเข้าสู่ Shopify Theme Editor แล้ว นี่คือเครื่องมือหลักที่คุณจะได้ใช้งาน:
-
Sections และ blocks (แถบด้านซ้าย) ธีม Shopify ถูกสร้างขึ้นจาก section แบบโมดูลาร์ คุณสามารถเพิ่ม ลบ จัดเรียง หรือซ่อน section ได้ตามต้องการ รวมถึงแก้ไข block รายจุด เช่น ปุ่ม รูปภาพ หรือหัวข้อ เพื่อการปรับแต่งธีม Shopify อย่างละเอียด
-
Theme settings ใช้ควบคุมสไตล์หลักของทั้งร้าน เช่น ฟอนต์ สี favicon การตกแต่งหน้าเช็กเอาต์ และลิงก์โซเชียล เมื่อแก้ไขตรงนี้ การเปลี่ยนแปลงจะถูกอัปเดตไปทั่วทั้งร้านทันที
-
Device preview สลับดูมุมมองระหว่างเดสก์ท็อป แท็บเล็ต และมือถือ เพื่อให้แน่ใจว่าดีไซน์ของคุณแสดงผลได้ดีบนทุกขนาดหน้าจอ
-
App embeds แอปจำนวนมากสามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Theme Editor ได้โดยตรง ทำให้คุณสามารถเพิ่มฟีเจอร์อย่างรีวิว แชต หรือป้ายต่าง ๆ ลงในธีมได้อย่างสะดวก
-
Dynamic sources ดึงข้อมูลสินค้า metafields หรือข้อมูลแบบไดนามิกอื่น ๆ มาแสดงใน block ได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น การแสดงข้อมูลการจัดส่ง หรือข้อความโปรโมชันที่ผูกกับ metafield
-
Theme presets และ styles ธีมบางแบบ รวมถึง Horizon มาพร้อม preset หรือ “ลุคสำเร็จรูป” หลายรูปแบบ เช่น ชุดสี การจับคู่ฟอนต์ และเลย์เอาต์ ซึ่งคุณสามารถสลับใช้งานเป็นจุดเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว
-
Language editor ปรับแต่งข้อความเริ่มต้นที่แสดงทั่วทั้งธีม เช่น เปลี่ยน “Add to cart” เป็น “Buy now” ให้ตรงกับโทนภาษาของแบรนด์
- การตั้งค่า Accessibility และ SEO (ในบางธีม) เพิ่ม alt text โครงสร้างหัวข้อ และการตั้งค่าอื่น ๆ เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ใช้งานง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสในการมองเห็นบนผลการค้นหา
แต่งร้าน Shopify ของคุณ ให้เป็นสไตล์คุณ
ธีม Shopify ทุกธีมผ่านมาตรฐานคุณภาพระดับสูง มาพร้อมฟีเจอร์ในตัวที่ช่วยให้แบรนด์สามารถตั้งส่วนลด แนะนำสินค้า เก็บอีเมลลูกค้า และเพิ่มประสบการณ์การซื้อได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ธีมทุกแบบยังได้รับการอัปเดตฟรีอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้ใช้งานเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ
ธีม Shopify ถูกออกแบบมาเพื่อการขายออนไลน์โดยเฉพาะ โหลดเร็ว ใช้งานได้ลื่นบนมือถือ และรองรับประสบการณ์เช็กเอาต์ที่ดีที่สุด ทั้งหมดนี้ทำงานควบคู่ไปกับภาพลักษณ์แบรนด์ที่คุณมีอยู่แล้ว และเมื่อมีการปรับแต่งธีม Shopify อย่างเหมาะสม ร้านค้าของคุณจะไม่ใช่แค่เทมเพลตสำเร็จรูปอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหน้าร้านที่สร้างความน่าเชื่อถือ และมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ลูกค้าอยากกลับมาใช้งานซ้ำอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับแต่งธีม Shopify
เราสามารถรับแต่งธีม Shopify ได้มั้ย
ได้ Shopify รองรับการปรับแต่ง คุณสามารถเลือกธีม แล้วเข้าไปที่ Theme Editor เพื่อปรับการตั้งค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าเช็กเอาต์ ดีไซน์เว็บไซต์ หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ของร้านค้าออนไลน์
การปรับแต่งธีม Shopify คืออะไร
การปรับแต่ง Shopify คือการเปลี่ยนแปลงทั้งฝั่งหน้าบ้านและหลังบ้านของเว็บไซต์ Shopify ซึ่งอาจรวมถึงดีไซน์ (ฟอนต์ สี เลย์เอาต์) ตัวเลือกการชำระเงินและขั้นตอนเช็กเอาต์ ระบบนำทางเว็บไซต์ และฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ช่วยให้ร้านตรงกับแบรนด์มากขึ้น
จะปรับแต่ง Shopify เต็มรูปแบบได้ยังไง
คุณสามารถเริ่มจากการเลือกธีม แล้วใช้ Theme Editor เพื่อปรับดีไซน์ จากนั้นขยายความสามารถด้วย Liquid code, metafields และแอปต่าง ๆ หากต้องการควบคุมทุกดีเทลอย่างเต็มที่ นักพัฒนา Shopify สามารถสร้างธีม Custom หรือเชื่อมต่อ APIs เพื่อออกแบบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการปรับแต่งธีม Shopify ในระดับขั้นสูง
Shopify ปรับแต่งได้ง่ายหรือไม่
ง่าย Shopify ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย คุณสามารถเข้าไปปรับแต่งผ่าน Theme Editor ได้ด้วยตัวเอง หรือเลือกจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยปรับแต่ง Shopify ให้ตรงกับความต้องการของคุณ
จะขอความช่วยเหลือในการปรับแต่งร้าน Shopify ได้อย่างไร
Shopify Experts Marketplace ช่วยเชื่อมต่อคุณกับเว็บดีไซเนอร์และนักพัฒนาที่มีประสบการณ์ ซึ่งสามารถให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพ หรือรับดูแลการปรับแต่งธีม Shopify ให้คุณได้โดยตรง
ทำยังไงให้สินค้าบน Shopify ปรับแต่งได้
คุณสามารถทำให้สินค้าปรับแต่งได้ด้วยการเพิ่มตัวเลือก เช่น ช่องกรอกข้อความ เมนูดรอปดาวน์ หรือการอัปโหลดรูปภาพ ผ่านฟีเจอร์ custom fields ของ Shopify หรือแอปสำหรับการปรับแต่งสินค้า นักพัฒนายังสามารถใช้ metafields หรือโค้ดเฉพาะ เพื่อสร้างตัวเลือกขั้นสูง เช่น การสลักชื่อ หรือการจัดชุดสินค้า (bundle)
เราจำเป็นต้องปรับแต่งร้าน Shopify หรือไม่
ไม่จำเป็น คุณสามารถเปิดร้านด้วยธีมสำเร็จรูปที่ดูเป็นมืออาชีพได้ทันที การปรับแต่งเป็นทางเลือก แต่แม้การปรับเล็กน้อย เช่น ใส่โลโก้ ปรับสี และฟอนต์ ก็ช่วยให้ร้านดูสอดคล้องกับแบรนด์มากขึ้น และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างชัดเจน


