เครื่องมือการตลาดออนไลน์ คือเสาหลักที่เรามองไม่เห็นของกลยุทธ์การตลาดที่ทรงพลัง เหมือนกับเวทมนตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจ มีเครื่องมือการตลาดออนไลน์มากมายหลายร้อยตัว บางตัวอาจจะถึงพันตัว แต่ละตัวมีราคาและความง่ายในการใช้งานที่แตกต่างกันไป
สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การลงทุนในเครื่องมือเหล่านี้อาจจะรู้สึกหนักหน่วงและท้าทายพอสมควร การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณอาจทำให้รู้สึกเหมือนต้องเลือกเพชรเม็ดงามในท่ามกลางหินนับร้อย
ที่นี่เรารวบรวมเครื่องมือการตลาดออนไลน์ในแต่ละหมวดหมู่ มาให้คุณได้เลือกใช้ที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน และแน่นอนว่า ส่วนใหญ่ ฟรี หรือ ราคาไม่แพงก็ยังมีให้เลือกมากมาย
ประเภทของเครื่องมือการตลาดออนไลน์
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่คุณต้องการจะแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่
- การตลาดผ่านอีเมลและ SMS
- การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย
- การตลาดคอนเทนต์
- การตลาดผ่านเครื่องมือ SEO
- เครื่องมือสร้างลีดและ conversion ลูกค้า
- เครื่องมือไลฟ์แชท
- การวิเคราะห์และการติดตาม
- การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และพันธมิตร
- โปรแกรมสะสมคะแนนและรางวัล
คุณอาจจะต้องใช้เครื่องมือจากหนึ่งหรือหลายประเภทนี้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลโดยรวมของคุณ สำหรับเครื่องมือที่ไม่มีตัวเลือกฟรีหลายๆ ตัวมักจะมีการทดลองใช้งานฟรี 7 หรือ 14 วัน เพื่อให้คุณได้ลองใช้ก่อนที่จะตัดสินใจ
การตลาดผ่านอีเมลและ SMS
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ผ่านอีเมลช่วยให้คุณสร้างแคมเปญอีเมล ส่งอีเมลโปรโมชั่นหรือจดหมายข่าว จัดการรายชื่อผู้ติดต่อ และติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญอีเมลได้อย่างมืออาชีพ
เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การตลาดอีเมลของคุณ โดยการให้แพลตฟอร์มที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว เช่น การตั้งค่าลำดับการส่งอีเมลอัตโนมัติ (เช่น อีเมลทิ้งตะกร้าสินค้า) การประกาศข่าวสารสำคัญให้ลูกค้า หรือการติดตามผลหลังการขาย
ปัจจุบันมีบริการการตลาดผ่านอีเมลมากมาย แต่ละตัวก็มีฟีเจอร์การทำการตลาดอัตโนมัติที่แตกต่างกันไป ลองมาดูกันว่า เครื่องมือที่ดีที่สุดมีอะไรบ้าง
1. Shopify Messaging
Shopify Messaging ช่วยให้คุณสร้างอีเมลที่มีเอกลักษณ์ในไม่กี่นาที ด้วยเครื่องมือการออกแบบแบบลากและวาง และมีเทมเพลตอัตโนมัติที่สร้างมาแล้วพร้อมใช้งานเพื่อส่งอีเมลไปยังลูกค้าในช่วงเวลาที่ดีที่สุด รวมถึงสามารถแบ่งกลุ่มรายชื่อลูกค้าได้ง่ายๆ ผ่านระบบของ Shopify
ราคา: ฟรีสำหรับทุกร้าน Shopify
แพลตฟอร์ม: ใช้งานได้บนร้าน Shopify ของคุณ
2. Mailchimp
Mailchimp เป็นแพลตฟอร์มการทำการตลาดอัตโนมัติที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มันช่วยให้คุณสามารถทำการตลาดผ่านอีเมลและ SMS เพื่อจัดการและสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น แม้ว่า Mailchimp จะไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับร้านค้าออนไลน์เหมือน Shopify Messaging แต่มันก็ยังให้คุณออกแบบและส่งแคมเปญอีเมลได้หลากหลายเทมเพลตและตัวเลือกการปรับแต่ง
ข้อดี: การใช้งานง่ายด้วยเครื่องมือการลากและวาง และยังสามารถตั้งค่าอีเมลอัตโนมัติให้ส่งตามพฤติกรรมของลูกค้า เช่น การเสนอโปรโมชั่นวันเกิด หรือข้อความติดตามผลหลังการขาย
ที่ดีที่สุดคือ Mailchimp สามารถเชื่อมต่อกับ Shopify ผ่านแอปของ Mailchimp ทำให้คุณสามารถดึงดูดลูกค้าที่สนใจร้านของคุณได้ง่าย
ราคา: ฟรีสำหรับ 500 รายชื่อ และสามารถส่งอีเมลได้ถึง 1,000 ครั้งต่อเดือน แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 399 บาท สำหรับ 500 รายชื่อและส่งอีเมลได้ 5,000 ครั้งต่อเดือน
แพลตฟอร์ม: เว็บไซต์ SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Mailchimp สำหรับ Shopify
3. Klaviyo
Klaviyo เป็นแพลตฟอร์มการตลาดผ่านอีเมลและ SMS ที่รู้จักกันดีสำหรับการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อกับ Shopify และฟีเจอร์ที่ใช้งานง่าย จุดเด่นของ Klaviyo คือความสามารถในการแบ่งกลุ่มลูกค้า โดยสามารถแบ่งตามการกระทำเฉพาะ เช่น ลูกค้าที่ทิ้งสินค้าลงในตะกร้า หรือผู้ที่ท่องเว็บแต่ยังไม่ซื้อ
ข้อดี: Klaviyo เหมาะกับการทำงานของร้านค้าออนไลน์ โดยมีเทมเพลตอีเมลอัตโนมัติสำหรับแคมเปญสินค้าคืนสต็อก อีเมลข้ามขาย การขอรีวิวจากลูกค้า หรือการส่งอีเมลดึงดูดลูกค้าที่หายไป
Klaviyo ยังได้รับการยกย่องในเรื่องการให้บริการลูกค้าอย่างรวดเร็วและการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 100 เท่า
ราคา: ฟรีสำหรับ 250 รายชื่อ แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 900 บาทต่อเดือน สำหรับ 501 รายชื่อขึ้นไป
แพลตฟอร์ม: SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Klaviyo สำหรับ Shopify
4. Automizely
Automizely เป็นเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่เหมาะกับมือใหม่ ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและฟีเจอร์ครบครัน ลูกค้าส่วนใหญ่ยกย่องเรื่องการบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยมของมันเลยทีเดียว!
ข้อดี: คุณสามารถเลือกจากเทมเพลตที่ปรับแต่งได้หลายร้อยแบบ รวมถึงฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยม เช่น การทำการตลาดอีเมลอัตโนมัติ การแบ่งกลุ่มลูกค้า A/B Testing และเครื่องมือการตลาดออนไลน์ผ่าน SMS
Automizely ยังสามารถเชื่อมต่อกับร้าน Shopify ของคุณได้ และให้ฟีเจอร์ฟรีมากมาย เช่น ป๊อปอัพ เครื่องมือ conversion คูปอง และการวิเคราะห์แคมเปญ
ราคา: ฟรีสำหรับรายชื่อ 300 ราย และการส่งอีเมลสูงสุด 3,000 ครั้งต่อเดือน แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 319 บาท ต่อเดือน สำหรับ 600 รายชื่อ และส่งอีเมลได้ไม่จำกัด
แพลตฟอร์ม: แอป Automizely สำหรับ Shopify
การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียช่วยให้คุณสามารถโพสต์ข้อความเดียวกันในหลายช่องทางได้ในเวลาเดียวกัน โดยสามารถกำหนดวันและเวลาที่ต้องการโพสต์ได้อย่างง่ายดาย ช่วยประหยัดเวลาในการเขียนและโพสต์แยกกันบนแต่ละช่องทาง เครื่องมือเหล่านี้ยังสามารถสร้างปฏิทินเนื้อหาหลายช่องทางสำหรับ Facebook Instagram LinkedIn Pinterest และอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้ติดตามการวัดผลในโซเชียลมีเดียบนหลายแพลตฟอร์ม คุณจึงประหยัดเวลาในการทำงานที่ต้องพึ่งพาสเปรดชีตและการติดตามผลการโพสต์ได้เยอะ เครื่องมือการตลาดออนไลน์โซเชียลมีเดียที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถสร้างและเผยแพร่โพสต์โฆษณาได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยให้ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งจากฟีดโซเชียลในเว็บไซต์ของคุณได้
5. Buffer
Buffer คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดเวลาและแชร์เนื้อหาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียยอดนิยมได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสามารถทำงานซ้ำๆ ได้โดยอัตโนมัติ เช่น การสร้างชุดข้อความการสร้างลูกค้าเมื่อมีลูกค้าคลิกไลค์โพสต์ของคุณ หรือการรวบรวมฟีดแบคจากการตอบกลับของลูกค้า
ข้อดี: Buffer ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยในการวิเคราะห์ วัดผล และร่วมมือในการจัดการเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย ทำให้การโพสต์ของคุณมีความทันสมัยและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
ราคา: ฟรีสำหรับ 3 ช่องทางโซเชียลและโพสต์สูงสุด 10 โพสต์ที่ตั้งคิวรอไว้ แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 150 บาท ต่อเดือนต่อช่องทาง โดยสามารถตั้งคิวโพสต์ได้ไม่จำกัด
แพลตฟอร์ม: เว็บไซต์ SaaS แบบสแตนด์อโลน
6. Hootsuite
Hootsuite คือแพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลมีเดียยอดนิยมที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการหลายบัญชีจากแดชบอร์ดเดียว ทั้ง TikTok Facebook Instagram YouTube LinkedIn และอื่นๆ
ข้อดี: Hootsuite โดดเด่นในเรื่องการตั้งเวลาโพสต์ คุณสามารถวางแผนและตั้งเวลาโพสต์เนื้อหาล่วงหน้าบนโซเชียลมีเดียในเวลาที่คุณต้องการ ซึ่งช่วยให้คุณรักษาการมีตัวตนบนโลกออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา
นอกจากนี้ Hootsuite ยังมีฟีเจอร์การวิเคราะห์ข้อมูลที่ครอบคลุม การร่วมมือในทีม และการฟังเสียงจากโซเชียลมีเดียซึ่งช่วยให้คุณตามทันเทรนด์และสามารถตอบสนองกับกลุ่มเป้าหมายได้แบบเรียลไทม์
ราคา: ลองใช้งานแผนใดก็ได้ฟรี 30 วัน แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 2900 บาท ต่อเดือน สำหรับ 10 บัญชีโซเชียล ฟีเจอร์การจัดการเนื้อหา และอื่นๆ
แพลตฟอร์ม: เว็บไซต์ SaaS แบบสแตนด์อโลน
7. AdRoll
AdRoll เป็นแพลตฟอร์มการโฆษณาที่ช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นแคมเปญโฆษณาที่มีเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วย AdRoll คุณสามารถทำการ retarget ลูกค้าได้ทั่วทั้งอุปกรณ์และแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เว็บไซต์ แอปมือถือ อีเมล Facebook และ Instagram เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมกลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียด้วยโฆษณาที่เสียค่าใช้จ่าย
ข้อดี: AdRoll ยังรองรับโฆษณาแบบไดนามิกที่ปรับเนื้อหาตามการกระทำที่ลูกค้าเคยมีต่อตราสินค้าของคุณ เช่น การที่ลูกค้าเคยคลิกสินค้าหรือเข้าชมหน้าเว็บ
นอกจากนี้ AdRoll ยังช่วยให้คุณสามารถปรับกลยุทธ์โฆษณาของคุณได้ด้วยการวิเคราะห์ผลแคมเปญอย่างละเอียด ซึ่งติดตามผลการทำงานของโฆษณาข้ามแพลตฟอร์มต่างๆ
ราคา: ติดตั้งฟรีและมีงบประมาณขั้นต่ำ 150 บาท ต่อวัน สำหรับแคมเปญโฆษณาประเภท display native และ video แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 1200 บาท ต่อเดือน พร้อมฟีเจอร์การตลาดอัตโนมัติ การเชื่อมต่อโฆษณาสังคม และส่งอีเมลได้ไม่จำกัด
แพลตฟอร์ม: การตลาดแบบจ่ายเงินสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: เชื่อมต่อกับ Shopify WooCommerce BigCommerce Magento Wix และ PrestaShop
การตลาดคอนเทนต์
เครื่องมือการตลาดออนไลน์เนื้อหาจะช่วยสนับสนุนทุกด้านของกลยุทธ์การสร้างเนื้อหาของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิดีโอใหม่ การผลิตอินโฟกราฟิก การเขียนบล็อก หรือการเริ่มต้นพอดแคสต์
เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยทำให้การทำงานง่ายขึ้นและสนับสนุนแผนการตลาดของคุณ
8. Vimeo Create
Vimeo Create เป็นเครื่องมือสำหรับนักการตลาดที่ต้องการผลิตวิดีโอที่สวยงามและน่าประทับใจในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก มันมีเสียงเพลงลิขสิทธิ์ที่คุณสามารถใช้ได้หลายพันเพลง, กราฟิกเคลื่อนไหว และเอฟเฟกต์ต่างๆ รวมถึงเครื่องมือการตัดต่อที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จะช่วยให้คุณปรับแต่งวิดีโอได้อย่างง่ายดาย
ข้อดี: ง่ายและรวดเร็วในการสร้างวิดีโอที่ดูเป็นมืออาชีพ สำหรับการโปรโมทสินค้า หรือแคมเปญการตลาด
ราคา: สมาชิกพื้นฐานฟรี แต่จะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลสูงสุด 5 GB ต่อสัปดาห์ (250 GB ต่อปี) เมื่อสมัครสมาชิก Plus ซึ่งเริ่มต้นที่ 210 บาท ต่อเดือน
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Vimeo สำหรับ Shopify
9. BuzzSumo
BuzzSumo คือเครื่องมือวิจัยที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักการตลาดคอนเทนต์ มันช่วยรวบรวมเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดจากโซเชียลมีเดีย บล็อก และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ มารวมไว้ในแดชบอร์ดเดียว จากนั้นคุณสามารถเข้าใจเทรนด์ ติดตามผลการดำเนินงาน และหาผู้มีอิทธิพลในกลุ่มเป้าหมายของคุณได้
ข้อดี: การใช้งานง่าย เพียงแค่พิมพ์คำหลักหรือหัวข้อที่สนใจลงในช่องค้นหา จากนั้นเครื่องมือจะแสดงผลลัพธ์ที่สามารถกรองตามกรอบเวลา ประเภทเนื้อหา ภูมิภาค และอื่นๆ รู้ว่าเนื้อหาไหนที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชมจะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การตลาดของคุณได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและการมองเห็น
ราคา: แผนฟรีให้การค้นหาสูงสุด 10 ครั้งต่อเดือน แผนพรีเมียมเริ่มต้นที่ 2300 บาท ต่อเดือน สำหรับการค้นหาที่ไม่จำกัด
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน
10. Promo
Promo คือเครื่องมือออนไลน์ที่ทำให้การสร้างวิดีโอโปรโมตสำหรับธุรกิจของคุณเป็นเรื่องง่ายภายในไม่กี่นาที เครื่องมือนี้สามารถสร้างวิดีโอสำหรับโฆษณา แคมเปญการตลาด และโซเชียลมีเดียได้ทันที
ข้อดี: เลือกประเภทวิดีโอและสินค้าที่ต้องการโปรโมท Promo จะทำให้คุณเสร็จสิ้นในเวลาไม่นาน หลังจากนั้นคุณสามารถเพิ่มข้อความ สื่อ สี หรือเพลงที่ต้องการ แล้วเผยแพร่ไปยังร้าน Shopify ของคุณ YouTube, Facebook หรือ Instagram ได้โดยตรง
ราคา: สามารถทำวิดีโอได้ฟรี แต่จะต้องจ่ายเงินเพื่อดาวน์โหลดวิดีโอ แผนเริ่มต้นที่ 899 บาท ต่อเดือน
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Promo สำหรับ Shopify
11. Canva
Canva คือเครื่องมือออกแบบและสร้างแบรนด์ออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างภาพที่น่าประทับใจได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ นามบัตร ภาพถ่ายสินค้าหรือวิดีโอ Canva มาพร้อมกับเทมเพลตและดีไซน์ที่หลากหลายที่คุณสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างง่ายดาย
ข้อดี: ไม่ว่าคุณจะมีทักษะการออกแบบหรือไม่ Canva ก็สามารถช่วยให้คุณสร้างภาพที่สดใสและดึงดูดใจลูกค้าได้อย่างมืออาชีพและรวดเร็ว มันเหมาะกับทุกคนที่ต้องการสร้างภาพกราฟิกที่มีคุณภาพสูงโดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมออกแบบที่ซับซ้อน
ราคา: ตัวเลือกฟรีมีฟีเจอร์ครบครัน แต่สำหรับแผน Pro ราคา 3600 บาท ต่อปี จะมีฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติม เช่น ภาพถ่ายและเทมเพลตพรีเมียม, ฟีเจอร์การทำงานร่วมกันในทีม, และชุดเครื่องมือแบรนด์ที่ช่วยในการรักษาความสม่ำเสมอของการออกแบบ
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน
การตลาดผ่านเครื่องมือ SEO
การตลาดผ่านเครื่องมือ SEO ช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการค้นหาทางออนไลน์อย่างเป็นธรรมชาติ
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถทำการวิจัยคำหลัก ติดตามผลการทำงานของหน้าเว็บไซต์ ตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยง และเข้าใจวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์ในผลการค้นหาจากเครื่องมือค้นหา
12. Moz
Moz เป็นเครื่องมือชุดหนึ่งที่ช่วยวิเคราะห์การมองเห็น การจัดอันดับ และประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของคุณบนเครื่องมือค้นหา ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การวิจัยคำหลัก การตรวจสอบเว็บไซต์ การสร้างลิงก์ การวิเคราะห์คู่แข่ง และการติดตามคำหลัก
ข้อดี: Moz มีเครื่องมือ SEO ครบวงจรที่จะช่วยให้คุณรู้ว่าคำหลักไหนทำงานได้ดีในเว็บไซต์ของคุณ และแนะนำวิธีการปรับปรุงเพื่อให้ได้อันดับที่ดียิ่งขึ้นในผลการค้นหา
ราคา: เครื่องมือ SEO ฟรี ได้แก่ Keyword Explorer MozBar Domain Analysis และ Link Explorer แผน Moz Standard เริ่มต้นที่ 2900 บาท ต่อเดือน สำหรับทีมการตลาดที่ต้องการการจัดอันดับคำหลักรายสัปดาห์ รายงานที่ปรับแต่งได้ การวิจัยคู่แข่ง และอื่นๆ
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน
13. Avada SEO
Avada SEO คือแอป Shopify ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณให้เหมาะสมกับเครื่องมือค้นหาต่างๆ Avada SEO ช่วยให้คุณทำ SEO ทั้งแบบ On-Page และ Off-Page ซึ่งรวมถึงการวิจัยคำหลัก การปรับแต่ง meta tags การเพิ่มประสิทธิภาพภาพ และการรวมข้อมูลแบบมีโครงสร้าง
ข้อดี: Avada สามารถอัตโนมัติกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจสอบ SEO สำหรับสินค้าของคุณ คอลเลกชัน และบล็อกโพสต์ นักธุรกิจออนไลน์ต่างชื่นชอบฟีเจอร์การตรวจสอบ SEO ที่ช่วยให้ค้นหาปัญหาและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว เช่น การลิงก์ที่เสีย นอกจากนี้ Avada ยังมีราคาที่เหมาะสม รองรับการเชื่อมต่อกับแอปอื่นๆ และช่วยให้คุณตามทันเทรนด์ของ SEO ได้เสมอ
ราคา: ปรับแต่ง SEO สำหรับ 50 สินค้าด้วยแผนฟรี อัปเกรดเป็นแผน Pro ที่ 1100 บาท ต่อเดือน สำหรับการปรับแต่งภาพไม่จำกัด
แพลตฟอร์ม: แอป Avada สำหรับ Shopify
เครื่องมือสร้างลีดและ Conversion ลูกค้า
เครื่องมือสร้างลีดช่วยให้คุณหาลูกค้าที่ยังไม่ได้ซื้อได้โดยอัตโนมัติ และช่วยบ่มเพาะพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้า หากไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ การดึงดูดลูกค้าใหม่ให้มาที่ธุรกิจของคุณอาจกลายเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลานานและทำด้วยมือทั้งหมด
14. HubSpot
HubSpot คือแพลตฟอร์มการตลาดและการขายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต โดยให้ชุดเครื่องมือที่รวมกันไว้แล้ว เช่น ระบบการจัดการเนื้อหา การจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า การวิเคราะห์ และการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์
ข้อดี: HubSpot มอบเครื่องมือการตลาดออนไลน์ การขาย และการบริการลูกค้าที่ครบวงจร พร้อมทั้งฟีเจอร์ที่ช่วยในการสร้างและบำรุงลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำได้ง่ายขึ้น
ราคา: ฟรีสำหรับเครื่องมือ CRM การตลาด การขาย และบริการลูกค้า แผน Marketing Hub เริ่มต้นที่ 450 บาท ต่อเดือน สำหรับ 1,000 รายชื่อการตลาด แผนถัดไปเริ่มต้นที่ 28,000 บาท ต่อเดือน สำหรับ 2,000 รายชื่อการตลาดและฟีเจอร์ที่ครบครันมากขึ้น
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน
15. ONE
ONE คือชุดเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับร้าน Shopify ชุดเครื่องมือประกอบด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การตลาดผ่านอีเมล SMS การสร้างเนื้อหา ป๊อปอัพ การขายเพิ่ม คูปองส่วนลด และอื่นๆ
ฟีเจอร์ของ ONE ช่วยให้คุณสามารถจัดการแคมเปญ, สร้างเนื้อหาสำหรับการตลาดในระดับสากล และทำการทดสอบ A/B
ข้อดี: ONE ยังมีเครื่องมือ AI ที่ขับเคลื่อนด้วย ChatGPT ซึ่งช่วยให้คุณสร้างคำบรรยายสินค้าและเนื้อหาการตลาดได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น Mailchimp Klaviyo SMSBump และ Postscript เพื่อรวมข้อมูลการตลาดทั้งหมดไว้ในที่เดียว
ราคา: ฟรีสำหรับ 50 โปรไฟล์ที่ใช้งานอยู่และแคมเปญที่ใช้งาน 2 แคมเปญ
แพลตฟอร์ม: แอป ONE สำหรับ Shopify
16. Unbounce
Unbounce คือเครื่องมือการตลาดออนไลน์ดิจิทัลที่ช่วยให้คุณสร้าง เผยแพร่ และเพิ่มประสิทธิภาพของ Landing pages ได้อย่างรวดเร็ว คุณสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการเปิดตัวแคมเปญเพื่อดึงดูดลีดและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
ข้อดี: Unbounce เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างหน้า Landing pages ที่สวยงามและ conversion ลูกค้าได้ดี ด้วยฟีเจอร์การปรับแต่งที่สามารถทำให้หน้า Landing pages ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ราคา: ไม่มีตัวเลือกฟรี แต่สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ด้วยการทดลอง 14 วันฟรี แผน Build เริ่มต้นที่ 2900 บาท ต่อเดือน สำหรับ 20,000 ผู้เยี่ยมชมและโดเมน 1 ตัว แผน Experiment เริ่มต้นที่ 4500 บาท ต่อเดือน สำหรับ 30,000 ผู้เยี่ยมชมและโดเมน 2 ตัว
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน
17. Octane AI
Octane AI คือเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้คุณสร้างแบบทดสอบที่กำหนดเองเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและยอดขายในร้าน Shopify ของคุณ ฟีเจอร์หลักของมันคือเครื่องมือ AI สำหรับสร้างแบบทดสอบที่มีเงื่อนไขและตัวเลือกการออกแบบที่หลากหลาย
ข้อดี: Octane AI เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่เป็นส่วนตัว โดยการพาลูกค้าไปผ่านกระบวนการทดสอบและแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการของพวกเขา ซึ่งสามารถเพิ่มการแปลงลูกค้าได้มากขึ้น
ราคา: ไม่มีตัวเลือกฟรี แต่สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ด้วยการทดลอง 14 วันฟรี แผน Starter ราคา 1,500 บาท ต่อเดือน หลังจากนั้น แผนถัดไปราคา 6,000 บาท ต่อเดือน รวมถึงฟังก์ชันการทดสอบที่มีความยืดหยุ่นและผู้จัดการบัญชีที่มอบบริการเฉพาะ
แพลตฟอร์ม: แอป Octane สำหรับ Shopify
18. Sales Pop
Sales Pop คือแอป Shopify ที่ช่วยเพิ่มยอดขายโดยการแสดงการแจ้งเตือนการซื้อที่เกิดขึ้นล่าสุดให้กับผู้เยี่ยมชมในเวลาจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและความกลัวพลาด เมื่อผู้ใช้เห็นว่ามีลูกค้าท่านอื่นซื้อสินค้าอะไรไปบ้าง
ข้อดี: ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ช่วยกระตุ้นการแปลงลูกค้า ได้แก่ ตัวนับเวลาถอยหลัง การนับสต็อกสินค้า และป้ายที่สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ช็อป
ราคา: มีแผนฟรีให้เลือกใช้งาน แผน Pro เริ่มต้นที่ 149 บาท ต่อเดือน
แพลตฟอร์ม: แอป Sales Popup สำหรับ Shopify
เครื่องมือไลฟ์แชท
การไลฟ์แชทไม่ใช่แค่สำหรับการสนับสนุนลูกค้าเท่านั้น เราพบว่า 70% ของลูกค้าที่พูดคุยกับธุรกิจผ่าน Shopify Inbox มีคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อสินค้า
เครื่องมือไลฟ์แชทช่วยให้คุณสามารถสนทนาแบบเรียลไทม์ และยังสามารถอัตโนมัติตอบกลับคำถามได้อีกด้วย พร้อมทั้งช่วยให้คุณติดตามและวิเคราะห์ข้อความที่ช่วยในการ conversion ลูกค้า
19. Shopify Inbox
Shopify Inbox คือเครื่องมือแชทที่ช่วยให้คุณสามารถติดต่อกับลูกค้าขณะช็อปปิ้งอยู่ในร้านของคุณ คุณสามารถจัดการการสนทนาจากแชทในร้านค้าออนไลน์ แอป Shop Instagram และ Messenger ได้ในที่เดียว
ข้อดี: Shopify Inbox ช่วยให้คุณสามารถตอบคำถามลูกค้าได้ทันทีระหว่างที่พวกเขากำลังตัดสินใจซื้อ ช่วยเพิ่มโอกาสในการ conversion ลูกค้าและลดอุปสรรคที่อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจไม่ได้
ราคา: ฟรีสำหรับร้านค้า Shopify ทุกประเภท
20. Gorgias
Gorgias คือเครื่องมือที่รวบรวมการสนับสนุนลูกค้าจากหลายช่องทาง เช่น อีเมล โซเชียลมีเดีย และไลฟ์แชท มาไว้ในอินเตอร์เฟซเดียว แอป Gorgias สำหรับ Shopify จะดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า (เช่น ข้อมูลคำสั่งซื้อ) มาแสดงในแพลตฟอร์ม เพื่อให้การบริการลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข้อดี: Gorgias ใช้ AI ในการจัดการการตอบกลับอย่างรวดเร็ว และยังแสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนลูกค้าแต่ละครั้งส่งผลต่อยอดขายอย่างไร ฟีเจอร์นี้เหมาะกับธุรกิจทุกรูปแบบและมีแผนราคาที่สามารถปรับขยายได้ตามขนาดของธุรกิจ
ราคา: ไม่มีตัวเลือกฟรี แต่สามารถสมัครใช้งานทดลอง 7 วันฟรี แผนเริ่มต้นที่ 300 บาท ต่อเดือน สำหรับ 50 ทิกเก็ตแผนถัดไปเริ่มต้นที่ 1,800 บาท ต่อเดือน สำหรับ 300 ทิกเก็ต และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 1,200 บาท ต่อ 100 ทิกเก็ต
แพลตฟอร์ม: รองรับการเชื่อมต่อกับ Shopify BigCommerce, Magento
การวิเคราะห์และการติดตาม
เครื่องมือวิเคราะห์และติดตามช่วยให้คุณเข้าใจว่าแต่ละส่วนในแผนการตลาดดิจิทัลของคุณทำงานอย่างไร เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นจุดที่สามารถปรับปรุงเพื่อเพิ่มอัตรา conversion ลูกค้าบนแต่ละหน้าเว็บ
21. Google Analytics
Google Analytics คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าของคุณและวิธีที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ของคุณ ด้วยการติดตามและรายงานที่ละเอียด คุณจะสามารถตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับเกี่ยวกับการตลาดและประสบการณ์ของลูกค้า
ข้อดี: Google Analytics ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้บนเว็บไซต์ของคุณได้อย่างลึกซึ้ง เช่น การดูแหล่งที่มาของการเข้าชมเว็บไซต์ การวิเคราะห์พฤติกรรมการคลิก และการติดตามการแปลงเป็นลูกค้า
ราคา: ตัวเวอร์ชันมาตรฐานของ Google Analytics ใช้งานฟรี
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน
22. Lucky Orange
Lucky Orange คือเครื่องมือการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานหน้าเว็บของลูกค้า โดยมีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ เช่น heat maps การบันทึกเซสชัน และการติดตามการ conversion เพื่อให้คุณสามารถปรับปรุงประสบการณ์การช็อปปิ้งและเพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าได้
ข้อดี: ฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณเห็นพฤติกรรมการคลิกและการเลื่อนของผู้ใช้บนเว็บไซต์ รวมถึงการบันทึกการใช้งานเพื่อหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น การคลิกที่ผิดพลาดหรือการออกจากเว็บไซต์ในขั้นตอนที่สำคัญ
ราคา: ตัวเลือกฟรีมีเครื่องมือ heat map ให้ใช้งาน 500 หน้าในแต่ละเดือน และสามารถบันทึก heat map ได้เป็นเวลา 30 วัน แพ็กเกจ 300 บาท สำหรับ 25,000 หน้า
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Lucky Orange สำหรับ Shopify
การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และพันธมิตร
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ช่วยให้คุณค้นหาและติดต่ออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อโปรโมทสินค้าของคุณ แทนที่จะค้นหาผู้สมัครจากการเรียกดูเครือข่ายโซเชียลมีเดีย เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถติดต่อคุณได้
ในขณะเดียวกัน เครื่องมือการตลาดออนไลน์พันธมิตร ช่วยให้คุณสามารถจัดการโปรแกรมการตลาดพันธมิตรของตัวเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและท้าทายหากทำด้วยตัวเอง
23. Shopify Collabs
Shopify Collabs คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณค้นหาผู้สร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสมในการโปรโมทสินค้าของคุณไปยังกลุ่มผู้ชมใหม่ๆ คุณสามารถค้นหาผู้สร้างคอนเทนต์จากฐานข้อมูลที่มีผู้ใช้หลายล้านคนในเครื่องมือการตลาดออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์และพันธมิตร และเลือกผู้ที่ตรงกับแบรนด์ของคุณได้อย่างง่ายดาย
ข้อดี: คุณสามารถส่งสินค้าหรือคูปองส่วนลดโดยตรงจากร้าน Shopify ของคุณ และติดตามการจ่ายเงินค่านายหน้าให้กับพันธมิตรผ่าน PayPal ได้ทันที
ราคา: ฟรี
แพลตฟอร์ม: แอป Shopify
โปรแกรมสะสมคะแนนและรางวัล
เครื่องมือโปรแกรมสะสมคะแนนและรางวัลช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าทำการซื้อซ้ำ โดยการติดตามการซื้อและสร้างรางวัลอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาที่ต้องมอบรางวัล
หลายเครื่องมือเหล่านี้ยังมีโปรแกรมแนะนำที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าของคุณแนะนำลูกค้าใหม่มาให้ซื้อสินค้าของคุณได้
24. Smile
Smile เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณตั้งโปรแกรมสะสมคะแนนและรางวัลได้ในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเขียนโค้ด คุณสามารถบูรณาการ Smile เข้ากับ Shopify POS และแอปการตลาดอีเมลอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย
ข้อดี: Smile ยังมีการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ 24/7 ช่วยตอบคำถามทางเทคนิคและแนะนำการใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ
ราคา: เวอร์ชันฟรีของ Smile รวมถึงโปรแกรมสะสมคะแนนและโปรแกรมแนะนำ สำหรับแผนชำระเงิน เริ่มต้นที่ 1,500 บาท ต่อเดือน และมีฟีเจอร์เพิ่ม เช่น การสร้างแบรนด์โปรแกรม อีเมลรางวัล และการรวมระบบ
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Smile สำหรับ Shopify
25. Yotpo
Yotpo คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้คุณสร้างโปรแกรมสะสมคะแนนที่ปรับแต่งได้ คุณสามารถตั้งค่ารางวัลสำหรับการกระทำต่างๆ เช่น การซื้อ การแนะนำ และการมีส่วนร่วมกับแบรนด์
Yotpo ยังเชื่อมต่อกับ Shopify ทำให้คุณสามารถจัดการโปรแกรมสะสมคะแนนจากที่เดียวได้ และการวิเคราะห์จาก Yotpo ช่วยให้คุณติดตามและประเมินผลการลงทุนของโปรแกรมสะสมคะแนน ค่าเฉลี่ยของคำสั่งซื้อ และมูลค่าตลอดชีพของลูกค้า
ข้อดี: Yotpo ช่วยให้คุณวิเคราะห์ผลการทำงานของโปรแกรมสะสมคะแนนได้ง่ายขึ้น เช่น การติดตามค่า ROI และมูลค่าตลอดชีพของลูกค้า ของลูกค้า
ราคา: แผนฟรีของ Yotpo รวมถึงการตั้งโปรแกรมสะสมคะแนนและรางวัลได้สูงสุด 100 คำสั่งซื้อในแต่ละเดือน พร้อมโปรแกรมแนะนำ สำหรับแผนชำระเงินที่ราคา 5,900 บาท ต่อเดือน จะได้รับฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การแลกคะแนนเมื่อชำระเงิน และการรวมกับ Klaviyo
แพลตฟอร์ม: อินเตอร์เฟซ SaaS แบบสแตนด์อโลน แอป Yotpo สำหรับ Shopify
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือการตลาดออนไลน์
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ใดบ้างที่สามารถช่วยเพิ่มความสำเร็จในการทำ อีคอมเมิร์ซ?
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ เช่น Google Analytics สำหรับการติดตามประสิทธิภาพเว็บไซต์ Mailchimp สำหรับการตลาดผ่านอีเมล และ Hootsuite สำหรับการจัดการโซเชียลมีเดีย ล้วนช่วยเพิ่มความสำเร็จในการทำ E-commerce โดยเครื่องมือเหล่านี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยให้การสื่อสารราบรื่นขึ้น และช่วยให้ธุรกิจสามารถทำแคมเปญที่ตรงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การตลาดโดยรวมมีประสิทธิผลมากขึ้น
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ดิจิทัลคืออะไร?
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ดิจิทัลช่วยให้ธุรกิจขายสินค้าได้มากขึ้น โดยการสนับสนุนกระบวนการต่างๆ เช่น การสร้างเนื้อหา การหาลีด และโปรแกรมรางวัล เครื่องมือการตลาดออนไลน์มีหลากหลายประเภท บางประเภทจะทำการอัตโนมัติงานที่ซ้ำซ้อน บางประเภทจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและผลลัพธ์ ส่วนบางประเภทจะช่วยให้คุณรวมช่องทางการตลาดต่างๆ เข้าด้วยกัน
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ดีที่สุดคืออะไร?
ไม่มีเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ดีที่สุดเพียงตัวเดียว เครื่องมือการตลาดออนไลน์ดิจิทัลที่ดีจะเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของคุณในแต่ละช่วงเวลาในการทำธุรกิจ ในช่วงเริ่มต้น คุณอาจต้องการเครื่องมือพื้นฐาน เช่น เครื่องมือการตลาดออนไลน์ผ่านอีเมล เครื่องมือจัดการโซเชียลมีเดีย และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คุณอาจต้องการเครื่องมืออื่นๆ เช่น ระบบ CRM หรือแอปสำหรับการโฆษณา
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ประเภทไหนบ้างที่สามารถใช้ได้?
เครื่องมือการตลาดออนไลน์มีหลายประเภท แต่ประเภทที่ใช้บ่อยที่สุดจะอยู่ในหมวดหมู่เหล่านี้:
- การตลาดผ่านอีเมลและ SMS
- การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย
- การตลาดคอนเทนต์
- การตลาดผ่านเครื่องมือ SEO
- การตลาดผ่านทางไปรษณีย์
- การสร้างลีดและการ Conversion ลูกค้า
- การไลฟ์แชท
- การวิเคราะห์และการติดตาม
- การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และพันธมิตร
- โปรแกรมสะสมคะแนนและรางวัล
เครื่องมือการตลาดออนไลน์จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนของการตลาดได้อย่างไร?
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญต่างๆ คุณสามารถอัตโนมัติงานที่ซ้ำซ้อนและสื่อสารกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายและการแปลงลูกค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ เครื่องมือการตลาดออนไลน์ยังให้ข้อมูลที่มีคุณค่าเพื่อให้คุณสามารถปรับปรุงแคมเปญของคุณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่มาแรงล่าสุดคืออะไร?
เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่มาแรงในขณะนี้คือ เครื่องมือการตลาดออนไลน์ AI โดยเฉพาะ Chatbots และผู้ช่วย AI ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น รวมถึงเครื่องมือสร้างภาพด้วย AI เช่น Canva และ Midjourney ที่ช่วยในการสร้างภาพสวยๆ สำหรับการตลาด เครื่องมือเหล่านี้ทำให้การตลาดง่ายขึ้นและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทีมของคุณได้อย่างมาก


