สิ่งเดียวในชีวิตที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความเปลี่ยนแปลง
คำกล่าวอันโด่งดังนี้มาจากนักปรัชญาชาวกรีกชื่อเฮราคลิตัส และยังคงเป็นความจริงเสมอมา แม้แต่ในโลกของธุรกิจ B2B
ยุคใหม่ของ B2B ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จากความต้องการประสบการณ์การซื้อที่ลื่นไหล ใช้งานง่าย และน่าประทับใจ ความคาดหวังเหล่านี้ขับเคลื่อนโดยกลุ่มมิลเลนเนียลเป็นหลัก ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทในการตัดสินใจในธุรกิจ B2B มากขึ้นเรื่อยๆ
ในบทความนี้ เราจะพาไปดูว่าทำไมผู้ซื้อถึงชอบตัวเลือกแบบบริการตนเอง หรือ B2B Self-Service เพราะอะไรแนวทางนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ และคุณจะเริ่มวางกลยุทธ์แบบบริการตนเองได้อย่างไรตั้งแต่วันนี้
ทำไมผู้ซื้อ B2B ถึง 61% เลือกประสบการณ์แบบ B2B Self-Service
วิธีที่ธุรกิจซื้อขายกันกำลังเปลี่ยนไป จากการสำรวจของ Gartner พบว่า 61% ของผู้ซื้อ B2B ต้องการซื้อสินค้าโดยไม่ต้องคุยกับพนักงานขาย
ความต้องการแบบ B2B Self-Service นี้ไม่ได้จำกัดแค่คำสั่งซื้อขนาดเล็ก จากรายงานของ McKinsey พบว่า 39% ของผู้ซื้อยินดีที่จะใช้จ่าย 500,000 ดอลลาร์หรือมากกว่าในการซื้อออนไลน์ครั้งเดียว
พนักงานขายยังคงมีความสำคัญ แต่บทบาทของพวกเขากำลังเปลี่ยนไป ซื้อจะมองหาผู้เชี่ยวชาญเมื่อเป็นการตัดสินใจที่ซับซ้อน แต่สำหรับงานพื้นฐาน เช่น การค้นหาข้อมูลสินค้า การสั่งซื้อซ้ำ หรือการตรวจสอบสถานะการจัดส่ง พวกเขาอยากจัดการเองมากกว่า
เมื่อพิจารณาจากการเติบโตมากับโลกดิจิทัลของคนรุ่นมิลเลนเนียล การเปลี่ยนแปลงนี้จึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง พวกเขาเติบโตมากับอินเทอร์เน็ต ได้ใช้งานและสำรวจโลกออนไลน์ตั้งแต่ก่อนจะเต็มไปด้วยระบบปิดและรหัสผ่านมากมาย
พวกเขาได้เห็นวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ตไปสู่ระบบนิเวศที่ปรับให้เหมาะสมทางดิจิทัล มุ่งเน้นประสบการณ์ผู้ใช้ และเชื่อมต่อทั่วโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเมื่ออินเทอร์เน็ตเติบโต ความคาดหวังของพวกเขาก็เติบโตตามไปด้วย
ในบริบทของการซื้อแบบ B2B ผู้ซื้อคาดหวังว่า
- สามารถซื้อได้ทุกเวลา: ผู้ซื้ออยากสั่งซื้อเมื่อสะดวก โดยไม่ต้องนัดหรือรอเซลส์
- เห็นราคาและข้อมูลชัดเจน: ต้องการดูราคาและตรวจสอบสถานะสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องสอบถาม
- ควบคุมทุกอย่างได้มากขึ้น: พอร์ทัลออนไลน์ช่วยให้ติดตามคำสั่งซื้อ ดูประวัติการซื้อ และจัดการใบแจ้งหนี้ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้การทำงานลื่นไหลกว่าเดิม
สร้างหน้าร้าน B2B บนแพลตฟอร์มเดียวกับที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์ DTC ของคุณ
B2B Self-Service คืออะไร
B2B Self-Service เปิดโอกาสให้ลูกค้าธุรกิจจัดการการสั่งซื้อของตัวเองทางออนไลน์ได้ คล้ายกับประสบการณ์การช้อปบนเว็บไซต์สำหรับผู้บริโภค เป็นประสบการณ์แบบครบวงจรที่ผู้ซื้อสามารถค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบสินค้า ไปจนถึงสั่งซื้อซ้ำได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
จากการสำรวจที่ Forrester ดำเนินการในปี 2024 พบว่า 73% ของผู้ซื้อคาดหวังประสบการณ์ออนไลน์ที่สะดวกไม่ต่างจาก B2C ตั้งแต่การอัปเดตสต๊อกแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการสั่งซื้อซ้ำด้วยคลิกเดียว
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรม B2B คือการขยับไปสู่ประสบการณ์แบบบริการตนเองสำหรับผู้ซื้อ หน้าร้าน B2B Self-Service ที่ใช้งานง่ายและลื่นไหลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการชนะใจผู้ซื้อรุ่นใหม่ เพราะประสบการณ์การซื้อที่พวกเขาคุ้นเคยได้กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานไปแล้ว
B2B Self-Service เทียบกับโมเดลการขายแบบดั้งเดิม
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง B2B Self-Service กับการขายแบบดั้งเดิม คือบทบาทของพนักงานขาย
- ในโมเดลแบบดั้งเดิม เซลส์จะเป็นผู้ดูแลทุกขั้นตอนของการซื้อ ตั้งแต่การเดโมครั้งแรก การเสนอราคา ไปจนถึงการปิดออเดอร์
- ในโมเดล B2B Self-Service ผู้ซื้อเป็นฝ่ายขับเคลื่อนกระบวนการทั้งหมดเอง พวกเขาค้นหาข้อมูล ตั้งค่า และสั่งซื้อได้ตามเวลาที่สะดวก
พนักงานขายจะเข้ามามีบทบาทเมื่อผู้ซื้อต้องการความช่วยเหลือในเรื่องที่ซับซ้อน เช่น โปรเจกต์แบบคัสตอม หรือคำถามด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ซื้ออยากพูดคุยกับคนจริงๆ มากที่สุด
ฟีเจอร์สำคัญที่พอร์ทัล B2B Self-Service ควรมี
อีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้หลักของผู้ขาย B2B โดยปัจจุบันผู้ซื้อ 73% รู้สึกสบายใจกับการสั่งซื้อออนไลน์มูลค่า 500000 ดอลลาร์ขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 59% ในปี 2022
ต่อไปนี้คือฟีเจอร์หลักที่พอร์ทัล B2B ของคุณควรมี เพื่อมอบประสบการณ์ B2B Self-Service ที่ตอบโจทย์และชนะใจผู้ซื้อ
การจัดการบัญชีลูกค้า
ตามรายงานของ McKinsey ผู้ซื้อ B2B หันมาเลือกช่องทางแบบ B2B Self-Service มากขึ้น สำหรับการจัดการบัญชีและการสั่งซื้อซ้ำ พอร์ทัล B2B ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดการข้อมูลทั้งหมด ช่วยให้ผู้ซื้อควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งช่วยลดภาระงานของทีมภายใน

ฟีเจอร์สำคัญที่ควรมี ได้แก่
- การสมัครใช้งานแบบบริการตนเอง: ก่อนเข้าสู่ระบบ ลูกค้าใหม่ต้องมีช่องทางในการสมัครใช้งาน ควรมีแบบฟอร์มขอเปิดบัญชีบริษัท เพื่อให้ธุรกิจส่งข้อมูลเข้ามาให้ตรวจสอบ อนุมัติ และเปิดสิทธิ์ในการซื้อแบบ B2B
- การเข้าสู่ระบบที่ไร้รอยต่อ: มอบวิธีการเข้าสู่ระบบที่ง่ายและปลอดภัยให้ผู้ซื้อโดยใช้บัญชีลูกค้าแบบไม่ต้องใช้รหัสผ่าน การเข้าสู่ระบบ Shop หรือข้อมูลรับรองของบริษัทตนเองผ่านผู้ให้บริการข้อมูลประจำตัวของบุคคลที่สาม (single sign-on)
- โปรไฟล์บริษัท: ให้ลูกค้าจัดการข้อมูลธุรกิจได้จากจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นหลายสาขา รายชื่อผู้ติดต่อพร้อมบทบาทและสิทธิ์การเข้าถึง รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงิน ทั้งหมดอยู่ในโปรไฟล์บริษัทเดียว
- การดำเนินการแบบบริการตนเอง: เปิดให้ผู้ซื้อดูประวัติคำสั่งซื้อ สั่งซื้อซ้ำ ปรับแต่งบัญชีของพวกเขา และเริ่มต้นการคืนสินค้าได้ตามสะดวก
การติดตามคำสั่งซื้อและการจัดส่งแบบเรียลไทม์
ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะคำสั่งซื้อสร้างความไม่สะดวก และทำให้เกิดทิกเก็ตซัพพอร์ตโดยไม่จำเป็น การเปิดให้ผู้ซื้อเห็นข้อมูลตลอดเวลาช่วยสร้างความเชื่อมั่น และลดภาระงานของทีมดูแลลูกค้า
อย่างน้อย พอร์ทัล B2B Self-Service ควรมี
- หน้าสถานะคำสั่งซื้อที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ แสดงสถานะการสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดเตรียมสินค้า และการจัดส่ง
- การแจ้งเตือนอัตโนมัติทางอีเมลหรือ SMS แจ้งความคืบหน้าของคำสั่งซื้อ พร้อมลิงก์ติดตามการจัดส่ง
แคตตาล็อกสินค้าและราคาที่ปรับเฉพาะราย
ลูกค้า B2B แต่ละรายมีข้อตกลงที่แตกต่างกัน พอร์ทัลของคุณจึงต้องแสดงราคา แคตตาล็อกสินค้า และเงื่อนไขการชำระเงินให้ตรงกับสิ่งที่ตกลงไว้กับลูกค้าแต่ละรายโดยอัตโนมัติ

ฟีเจอร์สำคัญที่ควรมองหาในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ได้แก่
- แคตตาล็อกเฉพาะลูกค้า: กำหนดแคตตาล็อก B2B ที่แตกต่างกันให้แต่ละบริษัทหรือแต่ละสาขา เพื่อควบคุมว่าสินค้าใดแสดงให้ใครเห็น และแสดงในราคาเท่าไร
- ราคาตามระดับและกฎจำนวนสั่งซื้อ: ตั้งราคาระบบขั้นบันไดตามปริมาณ และกำหนดเงื่อนไขจำนวนสั่งซื้อ เช่น จำนวนขั้นต่ำ จำนวนสูงสุด หรือจำนวนที่ต้องสั่งเพิ่มเป็นช่วง ได้โดยตรงในแคตตาล็อก
- การจัดการหน้าร้านแบบรวมศูนย์: บริหารทั้งสินค้าสำหรับ DTC และ B2B จากร้านออนไลน์เดียวกันได้ พร้อมเลือกเปิดหรือปิดการแสดงสินค้าบางรายการให้กับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
🥇 กรณีศึกษา: แบรนด์ซูเปอร์ฟู้ด Laird Superfood เยกเลิกการรับออเดอร์ขายส่งทางโทรศัพท์ แล้วเปลี่ยนมาใช้พอร์ทัล Shopify แบบป้องกันด้วยรหัสผ่าน ช่วยประหยัดค่าแรง 50,000 ถึง 60,000 ดอลลาร์ต่อปี และเปลี่ยนโครงสร้างรายได้อย่างชัดเจน โดยยอดขายส่งคิดเป็น 75% ของยอดขายทั้งหมด จากเดิมเพียง 25%
การสั่งซื้อซ้ำแบบอัตโนมัติและเรียบง่าย
การสั่งซื้อซ้ำควรทำได้รวดเร็วและไม่ซับซ้อน เช่นเดียวกับการสร้างออเดอร์ใหม่ที่มีความซับซ้อน พอร์ทัล B2B ของคุณสามารถลดงานแมนนวลที่ใช้เวลามาก ด้วยการเปิดให้ลูกค้ามีหลายวิธีในการสร้างตะกร้าสินค้า
- การสั่งซื้อซ้ำที่ง่ายดาย: ปุ่ม "ซื้ออีกครั้ง" ในประวัติคำสั่งซื้อ ช่วยให้ลูกค้าสั่งสินค้าที่ซื้อเป็นประจำได้ทันที
- แบบฟอร์มสั่งซื้อด่วน: สำหรับผู้ซื้อที่รู้แน่ชัดว่าต้องการอะไร รายการสั่งซื้อด่วนช่วยให้กรอกรหัสสินค้าและจำนวนได้โดยตรง โดยไม่ต้องไล่ดูแคตตาล็อก
- คำสั่งซื้อร่างสำหรับตรวจสอบ: ให้ผู้ซื้อสร้างตะกร้าและส่งเป็นคำสั่งซื้อฉบับร่าง เหมาะสำหรับการขอใบเสนอราคาคัสตอม หรือใช้ในขั้นตอนการอนุมัติภายในบริษัทก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ
- ตัวเลือกการจัดส่งที่ยืดหยุ่น: ให้ลูกค้าเลือกที่อยู่จัดส่งจากรายชื่อสาขาของบริษัท หรือกรอกที่อยู่จัดส่งครั้งเดียวในขั้นตอนชำระเงิน สำหรับการจัดส่งที่ไม่เป็นมาตรฐาน
การจัดการการชำระเงินและใบแจ้งหนี้แบบเชื่อมต่อกัน
เงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่นเป็นหัวใจสำคัญของ B2B พอร์ทัล B2B Self-Service ของคุณควรเปิดให้ตั้งเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น Net 30 หรือ Net 60 ให้กับโปรไฟล์บริษัท และนำไปใช้โดยอัตโนมัติในทุกการสั่งซื้อ นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดให้วางมัดจำ ติดตามสถานะใบแจ้งหนี้ และช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและทีมภายในมองเห็นภาพรวมการชำระเงินได้ชัดเจนมากขึ้น
ปรับแต่งเงื่อนไขการชำระเงินสำหรับผู้ซื้อ B2B ในแอดมิน Shopify ของคุณ
ในขั้นตอนชำระเงิน ผู้ซื้อควรสามารถ
- เพิ่มหมายเลขใบสั่งซื้อ หรือ PO เพื่อใช้ในการบัญชีและติดตามภายในองค์กร
- ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่บันทึกไว้อย่างปลอดภัยในโปรไฟล์บริษัท เพื่อให้ทำรายการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ดูและจัดการใบแจ้งหนี้จากบัญชีลูกค้าได้โดยตรง ทำให้มองเห็นประวัติการชำระเงินและกำหนดวันครบกำหนดที่กำลังจะมาถึงได้อย่างครบถ้วน
🥇กรณีศึกษา: แบรนด์น้ำหอมออสเตรเลีย WHO IS ELIJAH นำระบบราคาคัสตอมมาใช้กับร้านสาขาที่ขยายไปทั้ง 8 แห่ง โดยแต่ละภูมิภาคมีแคตตาล็อกและโครงสร้างราคาของตัวเอง ส่งผลให้รายได้ขายส่งในต่างประเทศเติบโตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ประโยชน์ที่พิสูจน์แล้วของ B2B Self-Service
B2B Self-Service ถือเป็นขุมทรัพย์ของธุรกิจ B2B อย่างแท้จริง แต่ยังมีหลายธุรกิจที่ยังเข้าไม่ถึง เนื่องจากยังพึ่งพาแพลตฟอร์มแบบเดิมที่ไม่สามารถรองรับความต้องการในปัจจุบันได้ ต่อไปนี้คือประโยชน์หลักที่ B2B Self-Service มอบให้กับธุรกิจของคุณ
ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น
แม้จะดูขัดแย้ง แต่ B2B Self-Service กลับช่วยเพิ่มพลังให้กับทีมขายได้มากขึ้น เพราะช่วยเปลี่ยนบทบาทของเซลส์ให้เป็นเชิงกลยุทธ์ และสอดคล้องกับเส้นทางการซื้อของลูกค้ามากขึ้น ผู้ซื้ออาจต้องการจัดการหลายขั้นตอนด้วยตัวเอง แต่เซลส์ยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาที่เหมาะสม
แนวทางแบบผสมผสานที่เน้น B2B Self-Service เป็นหลัก และเสริมด้วยการพูดคุยแบบตัวต่อตัวเมื่อจำเป็น ช่วยให้เซลส์มีเวลาลงลึกกับลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่จริงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นมิลเลนเนียลให้ความสำคัญ
เมื่อใช้แพลตฟอร์มอย่าง Shopify คุณสามารถเสริมเครื่องมือให้ทีมขาย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อซ้ำอย่างง่าย หรือข้อมูลสินค้า ราคา ลูกค้า และออเดอร์ที่อัปเดตตลอดเวลา ช่วยให้เซลส์เข้าถึงลูกค้าได้ตรงจังหวะ และปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า
เราได้พูดถึงแล้วว่า B2B Self-Service ช่วยเสริมพลังให้ทีมขายอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมพลังให้ผู้ซื้อด้วยเช่นกัน โดยมอบการควบคุมตลอดทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการบัญชี การสั่งซื้อ การสั่งซื้อซ้ำ หรือการขอความช่วยเหลือในเวลาที่สะดวกที่สุดสำหรับพวกเขา ผลลัพธ์ที่ตามมา นอกเหนือจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น คือความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าที่สูงขึ้น และเมื่อใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสม คุณยังสามารถให้การตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น และมอบประสบการณ์การบริการที่สม่ำเสมอ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
การปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละราย หรือ personalization คืออีกหนึ่งประโยชน์หลัก การทำให้ทุกจุดสัมผัสรู้สึกเป็นส่วนตัวกับผู้ซื้อ เป็นหัวใจของประสบการณ์ลูกค้าที่ดีมาโดยตลอด และพอร์ทัล B2B Self-Service ที่มีความสามารถสูง จะช่วยให้คุณปรับประสบการณ์เหล่านี้ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของผู้ซื้อแต่ละราย ทำให้เส้นทางการซื้อทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ได้ข้อมูลลูกค้าที่ดีขึ้น
ประสบการณ์อีคอมเมิร์ซที่ยอดเยี่ยมขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและอินไซต์ และ B2B Self-Service คือประตูสู่การเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้น ข้อมูลที่ดีขึ้นหมายถึงความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและความชอบของลูกค้า ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้พัฒนาบริการ คาดการณ์ความต้องการของลูกค้า และมองเห็นจุดที่ลูกค้าอาจต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม
การสร้างประสบการณ์ B2B Self-Service บน Shopify ยังช่วยให้เชื่อมต่อกับเครื่องมือต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ CRM ERP หรือ WMS ช่วยให้คุณจัดการเทคโนโลยีได้อย่างคล่องตัวขึ้น พร้อมทั้งได้ข้อมูลเชิงลึกที่ครบถ้วนและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม
ตัวชี้วัดการลดต้นทุน
มาดูกันว่า B2B Self-Service ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างไร ด้วยการลดความจำเป็นในการติดต่อกับทีมซัพพอร์ตโดยตรง ประสบการณ์แบบบริการตนเองช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้กระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การสั่งซื้อไปจนถึงการแก้ไขปัญหาลื่นไหลขึ้นผลลัพธ์คือทีมงานใช้เวลาและทรัพยากรต่อหนึ่งการติดต่อได้น้อยลง สามารถดูแลลูกค้าได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
และเนื่องจากทั้งกระบวนการออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ทีมซัพพอร์ตและทีมขายจึงไม่ต้องเสียเวลาตอบคำถามพื้นฐานที่แพลตฟอร์มสามารถจัดการให้ได้เอง แต่สามารถนำเวลาไปลงทุนกับงานเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อผลประกอบการมากกว่า
วิธีนำ B2B Self-Service ไปใช้ให้ประสบความสำเร็จ
มีหลายแนวทางในการเริ่มต้น B2B Self-Service แต่ที่นี่เราขอเสนอแนวทางที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง เพื่อเป็นจุดตั้งต้นให้คุณต่อยอดไอเดียของตัวเอง ต่อไปนี้คือขั้นตอนสำคัญ
เกณฑ์การเลือกแพลตฟอร์ม
เมื่อเลือกแพลตฟอร์ม B2B สิ่งหนึ่งที่ต้องตัดสินใจคือจะพัฒนาระบบขึ้นมาเอง หรือเลือกใช้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว การเลือกแพลตฟอร์มอย่าง Shopify ช่วยให้คุณเข้าถึงฟีเจอร์ B2B ระดับองค์กรได้ทันที ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการพัฒนาอย่างมาก
ควรมองหาแพลตฟอร์มที่มีคุณสมบัติดังนี้
- ความสามารถในการต่อยอด: มีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา API ที่รองรับฟีเจอร์ B2B และมีระบบแอปและพาร์ทเนอร์ขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ เช่น ERP
- ความพร้อมด้านการเชื่อมต่อระบบ: แพลตฟอร์มที่ดีควรมีคอนเนกเตอร์ที่ผ่านการรับรองสำหรับระบบ ERP และ CRM หลักๆ เช่น โปรแกรม Global ERP ของ Shopify
- ความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้: แพลตฟอร์มต้องแสดงหลักฐานด้านความปลอดภัย เช่น ใบรับรอง PCI DSS ที่ยังมีผลใช้งาน และมีโปรแกรมด้านความปลอดภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
กลยุทธ์การจัดการการเปลี่ยนแปลง
B2B Self-Service เป็นประสบการณ์รูปแบบใหม่สำหรับทีมขาย การช่วยให้ทีมปรับตัวได้อย่างราบรื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต่อไปนี้คือแนวทางในการบริหารการเปลี่ยนแปลง
- สร้างการสนับสนุนจากผู้บริหาร: ผู้นำองค์กรควรเป็นผู้ผลักดันแนวทางใหม่นี้อย่างชัดเจน โดยยึดหลักว่า “เซลส์โฟกัสดีลที่ซับซ้อน ส่วนพอร์ทัลดูแลออเดอร์ประจำ” เป็นเป้าหมายหลัก
- ปรับบทบาทและแรงจูงใจ: ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน เพื่อให้ทีมขายได้รับผลตอบแทนจากรายได้แบบ B2B Self-Service ที่เกิดจากบัญชีลูกค้าที่พวกเขาดูแล
- ฝึกอบรมทีมงาน: ให้ทุกคนเข้าใจวิธีใช้งานฟีเจอร์ B2B ใหม่ๆ เช่น การตั้งค่าโปรไฟล์บริษัท การกำหนดแคตตาล็อก และการสร้างออเดอร์ร่างให้ลูกค้าชำระเงินเองได้
- วัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: ติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น สัดส่วนออเดอร์ที่มาจากพอร์ทัล อัตราการสั่งซื้อซ้ำ และจำนวนทิกเก็ตซัพพอร์ต นำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างความสำเร็จของ B2B Self-Service
แบรนด์ที่ใช้ Shopify B2B เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการมอบประสบการณ์ B2B Self-Service ที่ใช้งานง่ายให้กับลูกค้าขายส่ง ตัวอย่างกรณีศึกษา ได้แก่
- แบรนด์ชุดว่ายน้ำ Kulani Kinis เปิดหน้าร้าน B2B ที่ใช้งานง่ายไม่ต่างจาก DTC ส่งผลให้ฐานลูกค้าขายส่งเพิ่มขึ้น 3 เท่า และยอดสั่งซื้อซ้ำเติบโตอย่างเห็นได้ชัด
- แบรนด์อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง Tella & Stella สร้างพอร์ทัล B2B แบบคัสตอม เพื่อจัดการทั้งยอดขายขายส่งและขายปลีกในที่เดียว ยอดขายรวมเติบโตขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้การสั่งซื้อของพาร์ทเนอร์ค้าปลีกง่ายขึ้นมาก
- Carrier ผู้นำด้านระบบ HVAC ใช้ Shopify เปิดเว็บไซต์ B2B ได้เร็วขึ้นถึง 90% และใช้ต้นทุนเพียง 10% ของวิธีเดิม ช่วยให้ขยายสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้ B2B Self-Service ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นจริงด้วย Shopify
เราเริ่มบทความนี้ด้วยคำคมที่โด่งดังที่สุดคำหนึ่งของเฮราคลิตุส และนี่คืออีกหนึ่งคำคมที่อยากฝากไว้
เราพบความหมายของชีวิตได้ผ่านการเปลี่ยนแปลง
แทนที่จะปล่อยให้พฤติกรรมการซื้อแบบ B2B ที่เปลี่ยนไปทำให้คุณรู้สึกกังวล ลองเปลี่ยนมันให้เป็นจุดโฟกัสของคุณ เมื่อคุณให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณก็จะเข้าใกล้ประสบการณ์การซื้อในอุดมคติที่ผู้ซื้อยุคใหม่คาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
และ Shopify พร้อมช่วยคุณ
Shopify กำลังนิยามโลก B2B ใหม่ ด้วยแพลตฟอร์มที่ทรงพลังและใช้งานได้จริง ตั้งแต่เส้นทางการซื้อที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม พอร์ทัล B2B Self-Service ที่ใช้งานง่าย ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับเทคสแตกของคุณได้อย่างไร้รอยต่อ ทุกความต้องการด้านคอมเมิร์ซของคุณถูกรวมไว้ในที่เดียวครบจบพร้อมใช้งาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ B2B Self-Service
B2B Self-Service คืออะไร
B2B Self-Service คือกลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าองค์กรสามารถจัดการการติดต่อและทำธุรกรรมกับอีกธุรกิจหนึ่งได้ด้วยตัวเอง ครอบคลุมตั้งแต่การสั่งซื้อและจัดการออเดอร์ การเข้าถึงข้อมูลบัญชีและการเรียกเก็บเงิน การแก้ไขปัญหาการซัพพอร์ต ไปจนถึงการปรับแต่งตัวเลือกการให้บริการต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพนักงานขายตลอดเวลา
ตัวอย่างของ B2B Self-Service คืออะไร
ตัวอย่างหนึ่งคือพอร์ทัลสั่งซื้อขายส่งออนไลน์ที่ร้านค้าปลีกใช้สั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ ผ่านพอร์ทัลนี้ ร้านสามารถเลือกดูสินค้า ตรวจสอบรายละเอียดและสถานะสินค้า สั่งซื้อ ติดตามการจัดส่ง และจัดการการชำระเงินได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องติดต่อพนักงานขายโดยตรง
บริการ B2B หมายถึงอะไร
บริการ B2B คือการทำธุรกรรมและการให้บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ โดยธุรกิจหนึ่งจัดหาสินค้าหรือบริการให้อีกธุรกิจนำไปใช้ในการดำเนินงาน การผลิต หรือเพื่อการนำไปขายต่อ ตัวอย่างบริการ B2B ได้แก่ บริการด้านวิชาชีพอย่างที่ปรึกษา กฎหมาย และบัญชี รวมถึงบริการด้านการดำเนินงาน เช่น การผลิต เทคโนโลยี และโลจิสติกส์
การบริการลูกค้า B2B คืออะไร
การบริการลูกค้า B2B คือการซัพพอร์ตที่ธุรกิจหนึ่งมอบให้กับอีกธุรกิจหนึ่งในความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ มักเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การจัดการออเดอร์ขนาดใหญ่ การซัพพอร์ตด้านเทคนิค การจัดการโลจิสติกส์ และการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง


