ลูกค้าในอุตสาหกรรมความงามทั่วโลกใช้จ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 450 พันล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าเหล่านี้ก็ต้องมีแหล่งจัดหาสต็อกสินค้าเช่นกัน นี่จึงเป็นบทบาทของแบรนด์ขายส่งเครื่องสำอาง B2B
ความท้าทายคือ วิธีการขายส่งแบบดั้งเดิมที่แบรนด์ขายส่งเครื่องสำอาง B2B เคยพึ่งพา ไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้ซื้อในปัจจุบันได้อีกต่อไป ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจซื้อแบบ B2B คาดหวังประสบการณ์แบบเดียวกับที่พวกเขาได้รับเมื่อซื้อสินค้าเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องพึ่งพาการโทรศัพท์หรืออีเมลที่ยืดยาว ผู้ซื้อจำนวนมากคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้ามูลค่าสูงผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวกับซัพพลายเออร์
คู่มือนี้จะอธิบายวิธีใช้ประโยชน์จากตลาดขายส่งเครื่องสำอาง B2B ด้วยกลยุทธ์อีคอมเมิร์ซที่สามารถตอบโจทย์และเหนือกว่าความคาดหวังของผู้ซื้อได้
การขายส่งเครื่องสำอาง B2B คืออะไร
ขายส่งเครื่องสำอาง B2B คือโมเดลธุรกิจที่แบรนด์ขายสินค้าให้กับธุรกิจอื่นโดยตรง แทนที่จะขายให้ผู้บริโภคปลายทาง การขายเหล่านี้อาจเกิดขึ้นผ่านหน้าร้านออนไลน์ของแบรนด์ มาร์เก็ตเพลสแบบ B2B หรือการขายแบบออฟไลน์ เช่น งานแสดงสินค้า หรืองานประชุมด้านความงาม
ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตเครื่องสำอางอาจขายสินค้าเมคอัพเป็นจำนวนมากให้กับสปา ซาลอน พาร์ทเนอร์ร้านค้าปลีก หรือผู้จัดจำหน่ายอีคอมเมิร์ซ โดยสินค้าจะถูกขายในราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่าการขายตรงถึงผู้บริโภค แต่ยอดสั่งซื้อที่สูงกว่า และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า B2B จะช่วยชดเชยความแตกต่างนี้ได้
โมเดลธุรกิจและกลยุทธ์สำคัญของการขายส่งเครื่องสำอาง B2B
โมเดลขายส่งแบบดั้งเดิม
โมเดลอีคอมเมิร์ซแบบขายส่งคือแนวทางหลักที่ใช้กันทั่วไปในการขายสินค้าเครื่องสำอางแบบ B2B ในรูปแบบนี้ ผู้ผลิตจะขายสินค้าเครื่องสำอางเป็นจำนวนมากในราคาที่มีส่วนลดให้กับร้านค้าปลีก จากนั้นแบรนด์หรือร้านค้าปลีกเหล่านั้นจะบวกราคาเพิ่มและนำสินค้าไปขายต่อเพื่อทำกำไร
ผู้ค้าส่งเครื่องสำอางจะใช้การตั้งราคาแบบอิงตามปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อชดเชยราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่า และยังพึ่งพาความสัมพันธ์ระยะยาวกับร้านค้าปลีกเป็นหลัก แทนที่จะต้องหาลูกค้าใหม่จำนวนมากในแต่ละเดือนเหมือนแบรนด์ DTC ผู้ขายส่งเครื่องสำอาง B2B มักมีลูกค้าร้านค้าปลีกจำนวนไม่มาก แต่เป็นลูกค้าที่สั่งซื้อในปริมาณสูงและสม่ำเสมอ
ข้อดีของธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง
- ได้ประโยชน์จากขนาดการสั่งซื้อที่ใหญ่ขึ้น ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย
- สามารถจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์มาดูแลการกระจายสินค้าเครื่องสำอางแบบขายส่ง
- ขยายตลาดไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยส่งสินค้าให้พาร์ทเนอร์ขายส่งและให้พวกเขาดูแลขั้นตอนที่เหลือ
ข้อเสียของธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง
- การพึ่งพาพาร์ทเนอร์ขายส่งเพียงไม่กี่รายมีความเสี่ยง หากพาร์ทเนอร์หยุดสั่งซื้อ อาจเหลือสต๊อกค้างจำนวนมาก
- พาร์ทเนอร์ขายส่งเป็นผู้กำหนดราคาขายปลีกและตำแหน่งของสินค้าในแคมเปญการตลาด
โมเดลขายตรงถึงมืออาชีพ
เคยไปซาลอนแล้วเห็นชั้นวางสินค้าที่ช่างแนะนำให้ใช้หรือไม่ นี่คือตัวอย่างของโมเดลขายตรงถึงผู้เชี่ยวชาญ โมเดลนี้เกิดขึ้นเมื่อแบรนด์ขายส่งเครื่องสำอาง B2B ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เช่น ช่างทำผม เมคอัพอาร์ติสต์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่ใช้สินค้าและนำไปขายต่อให้กับลูกค้าของตน
โมเดลขายตรงถึงผู้เชี่ยวชาญมักมาพร้อมกับการฝึกอบรมและการให้ความรู้ เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถแนะนำและขายสินค้าในสปาหรือซาลอนของตนได้อย่างมั่นใจ
ตัวอย่างเช่น แบรนด์สกินแคร์ Dermalogica เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามเข้าร่วมโปรแกรม B2B ของแบรนด์ โดยมีนักบำบัดผิวมากกว่า 100,000 คนในระบบ พร้อมศูนย์ธุรกิจออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยร้าน Shopify B2B เพื่อเชื่อมต่อร้านค้ากับทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจโดยเฉพาะ
ข้อดีของโมเดลขายตรงถึงมืออาชีพ
- ทำกำไรได้สูงขึ้นจากการตัดคนกลาง เช่น ผู้ค้าส่งหรือผู้จัดจำหน่าย
- เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ช่วยให้มองเห็นเทรนด์ในอุตสาหกรรมความงามเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าในอนาคต
- สามารถโฟกัสตลาดเฉพาะกลุ่มและสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น Dermalogica กับกลุ่มนักบำบัดผิวที่ขึ้นทะเบียน
ข้อเสียของโมเดลขายตรงถึงมืออาชีพ
- หากไม่มีผู้จัดจำหน่าย คุณต้องดูแลการขาย การตลาด และโลจิสติกส์ทั้งหมดด้วยตัวเอง
- ต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจะมั่นใจแนะนำสินค้าของคุณให้ลูกค้าของพวกเขา
Dermalogica ขายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ผ่านผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
โมเดลไฮบริดขายส่งเครื่องสำอาง B2B และ DTC
โมเดลไฮบริด B2B และ DTC คือรูปแบบธุรกิจที่ขายสินค้าให้ทั้งลูกค้าขายส่งและลูกค้าปลีกโดยตรง โมเดลนี้ผสานช่องทางการขายทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ช่วยให้คุณเข้าถึงสองตลาดพร้อมกัน ได้ประโยชน์จากแต่ละช่องทาง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเพียงโมเดลเดียว
อย่างไรก็ตาม การจัดการราคา สต๊อกสินค้า การสื่อสาร และการจัดส่ง สำหรับทั้ง B2B และ DTC ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น ควรเลือกแพลตฟอร์มการค้าที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว และรองรับการทำงานทั้งสองรูปแบบบนหน้าร้านเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น Shopify สามารถสร้างพอร์ทัลขายส่งเครื่องสำอาง B2B ที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่าน บนหน้าร้านเดียวกับเว็บไซต์ DTC ของคุณ เมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว ผู้ซื้อ B2B จะสามารถ
- ดูแคตตาล็อกสินค้าที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละร้าน
- เข้าถึงรายการราคาขายส่ง
- ตรวจสอบจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ
- ชำระเงินสำหรับออเดอร์ B2B พร้อมเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่น
- ดูประวัติการสั่งซื้อและสั่งซื้อซ้ำได้ง่าย
“การตั้งค่าระบบขายส่งเครื่องสำอาง B2B บน Shopify เข้าใจได้ง่ายมาก” Vishal Nanda ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์เครื่องสำอาง SWATI กล่าว “เมื่อก่อนการดูแลลูกค้าธุรกิจบนแพลตฟอร์มเดิมเป็นเรื่องยากมาก แต่ตอนนี้เราสามารถสร้างกระบวนการที่ลื่นไหลกว่าเดิม เพื่อรองรับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
สร้างหน้าร้านความงาม B2B บนแพลตฟอร์มเดียวกันที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์ DTC
การสร้างแพลตฟอร์มขายส่งเครื่องสำอาง B2B เทคโนโลยีที่จำเป็นต้องมี
ร้านค้าเครื่องสำอางจำนวนมากประสบปัญหาในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการขายสินค้าให้กับธุรกิจอื่น โดยเฉพาะเมื่อคุณทำธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B ควบคู่ไปกับหน้าร้าน DTC
แนวทางแบบดั้งเดิมคือการใช้แพลตฟอร์มแยกกันสองระบบ สำหรับแต่ละช่องทางการขาย โดยมีระบบจัดการสต๊อกและออเดอร์เป็นของตัวเอง ซึ่งกลยุทธ์ที่แยกส่วนแบบนี้มาพร้อมความท้าทายมากมาย
ตัวอย่างเช่น ลูกค้า B2B อาจสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากจนสต๊อกหมด แต่เนื่องจากหน้าร้าน DTC ไม่ได้เชื่อมอยู่ในระบบเดียวกัน สินค้าจึงยังแสดงว่า “มีสินค้า” คุณต้องกลับไปแจ้งลูกค้าว่าสินค้าหมดจริง และเสี่ยงต่อการกระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
ด้วยแพลตฟอร์ม unified commerce ของ Shopify ข้อมูลสต๊อก ออเดอร์ และลูกค้าจากทั้งช่องทาง B2B และ DTC จะถูกรวมกลับมาที่ศูนย์กลางเดียว เปรียบเสมือนสมองหลักของธุรกิจ คุณจะได้ใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับองค์กรที่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้เป็นมาตรฐาน
- ข้อมูลแบบรวมศูนย์ ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินธุรกิจเครื่องสำอางทั้งหมด
- การเชื่อมต่อกับระบบ ERP ระบบจัดการสต๊อก และระบบ CRM
- ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านข้อมูลสำหรับทั้งสองช่องทางการขาย
- เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติสำหรับจัดการงานซ้ำ ๆ และช่วยประหยัดทรัพยากร
- การวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานยอดขายแบบละเอียด แยกตามช่องทางหรือดูรวมกันได้
การมีอินทิเกรชันที่ไม่ซับซ้อนและลดการพึ่งพา middleware ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุน โดยเฉลี่ยแล้ว ร้านค้าสามารถลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของระบบได้สูงสุดถึง 36% เมื่อเปลี่ยนมาใช้ Shopify
“สำหรับบริษัทอย่างเรา ที่ไม่มีทีมเทคนิคจำนวนมาก การมีโซลูชันสำเร็จรูปที่ตอบโจทย์ได้ถึง 75% ของสิ่งที่ต้องการ ช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาไปได้หลายพันดอลลาร์” Kevin Rowlands รองผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลของ Dermalogica กล่าว
กรณีศึกษาด้านความสำเร็จของลูกค้า: AMR Hair & Beauty
AMR Hair & Beauty เติบโตมาไกลมากนับตั้งแต่เริ่มต้นโดย Ammar Issa ผู้ประกอบการวัยเพียง 16 ปีในขณะนั้น ก่อนหน้านี้แบรนด์ใช้ระบบแยกกันสองระบบคือ WordPress และ WooCommerce เพื่อดูแลทั้งฝั่ง DTC และ B2B แต่ตามที่ Ammar เล่าว่า “เว็บไซต์จะล่มกลางช่วง Black Friday และต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะกู้กลับมาได้”
ฝั่ง B2B ก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน ระบบค้นหาที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้ลูกค้าขายส่งหาสินค้าที่ต้องการได้ยาก จากแคตตาล็อกที่มีมากกว่า 6,000 SKU ผลลัพธ์คือผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังคงสั่งซื้อด้วยวิธีดั้งเดิม เช่น โทรศัพท์หรืออีเมล ซึ่งเพิ่มภาระให้ทีมงานอย่างมาก
AMR Hair & Beauty ย้ายมาใช้ Shopify เพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานของลูกค้าทั้ง DTC และ B2B และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งความเร็วในการโหลดหน้าเว็บและระยะเวลาใช้งานเฉลี่ยต่อเซสชันที่ดีขึ้น ระบบค้นหาและตัวกรองที่ดีขึ้นยังช่วยให้ลูกค้าขายส่งในกลุ่มความงามคัดเลือกสินค้าได้ง่ายขึ้น และสามารถทำรายการสั่งซื้อออนไลน์ได้สำเร็จ
ปัจจุบัน AMR Hair & Beauty กลายเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ด้านผมและความงามชั้นนำของออสเตรเลีย โดย Shopify ช่วย AMR Hair & Beauty ให้สามารถ
- ยอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่า
- มูลค่าออเดอร์เฉลี่ยฝั่ง B2B เพิ่มขึ้น 77%
- อัตรา Conversion เพิ่มขึ้น 93% เมื่อเทียบรายปี
“ตอนนี้เรามีระบบล็อกอินสองแบบ แบบหนึ่งสำหรับลูกค้าทั่วไป และอีกแบบสำหรับลูกค้า B2B” Ammar กล่าว “เรามีระดับราคาสำหรับลูกค้า B2B ถึง 10 ระดับ และ Shopify จะแสดงราคาที่ถูกต้องให้อัตโนมัติตามสถานะของลูกค้าแต่ละราย”
กลยุทธ์ด้านราคาสำหรับความสำเร็จของธุรกิจความงามแบบ B2B
กลยุทธ์การกำหนดราคา B2B แตกต่างจาก DTC อย่างมาก เนื่องจากผู้ซื้อคาดหวังราคาที่ต่ำกว่า เงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่น และปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ
แนวทางดั้งเดิมคือการตั้งราคาแบบอิงปริมาณ ซึ่งราคาต่อหน่วยจะลดลงเมื่อจำนวนสั่งซื้อมากขึ้น วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้สั่งซื้อครั้งละมาก ๆ ยิ่งสั่งมาก ราคาต่อชิ้นก็ยิ่งถูกลง
อย่างไรก็ตาม คุณอาจพิจารณาการตั้งราคาเฉพาะรายลูกค้า ซึ่งเป็นการกำหนดราคาสินค้าให้แตกต่างกันไปในแต่ละผู้ซื้อ เช่น แยกระดับราคาสำหรับร้านค้าปลีกกับมืออาชีพ หรือกำหนดราคาขายส่งที่สูงขึ้นสำหรับลูกค้าต่างประเทศเพื่อชดเชยค่าขนส่งระหว่างประเทศ
วิธีรักษายอดขายความงาม B2B ให้ได้กำไร
ความแตกต่างหลักระหว่าง B2B และ DTC คือสินค้าความงามจะถูกขายในราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่า เพื่อให้ธุรกิจยังคงทำกำไรได้ ควรพิจารณาแนวทางต่อไปนี้
- กำหนดปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ MOQ: การเสนอส่วนลดสำหรับออเดอร์ขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้าส่งจะสั่งซื้อในปริมาณนั้นเสมอไป การตั้ง MOQs ช่วยให้คุณยังคงมีกำไรหลังหักต้นทุนด้านการตลาด การขนส่ง และการผลิตที่มากับการขายแบบ B2B
- ใช้โครงสร้างราคาแบบขั้นบันได: ตัวอย่างเช่น หากสปาสั่งซื้อ 100–249 ชิ้น มอยส์เจอไรเซอร์อาจมีราคาชิ้นละ 13 ดอลลาร์ แต่ถ้าสั่ง 250–499 ชิ้น ราคาต่อหน่วยอาจลดลงเหลือ 10 ดอลลาร์ วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้ซื้อสั่งซื้อในปริมาณที่มากขึ้น
- ปรับราคาให้สอดคล้องกับฤดูกาล: ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ราคาเพื่อประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและประเมินว่าลูกค้า B2B พร้อมจ่ายในระดับใด พวกเขามีงบประมาณเหลือก่อนสิ้นปีบัญชีหรือไม่ หรือมีความต้องการสินค้าเพื่อขายต่อในช่วง Black Friday Cyber Monday มากขึ้นหรือเปล่า ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่าย
- เจรจาเงื่อนไขอื่นนอกเหนือจากราคา: ส่วนลดอาจช่วยให้ลูกค้าที่ลังเลตัดสินใจได้ แต่ไม่ใช่วิธีเดียวในการเจรจากับลูกค้า B2B ด้านความงาม คุณสามารถรักษากำไรไว้ได้ด้วยการเสนอเงื่อนไขอื่น เช่น ความเร็วในการจัดส่ง การอบรมสินค้า หรือเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่น เช่น Net 60
กำหนดราคาขายส่งแบบกำหนดเองในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ของ Shopify
ซัพพลายเชนและการจัดการสต๊อกสำหรับขายส่งเครื่องสำอาง B2B
การจัดส่งสินค้าในอุตสาหกรรมความงามมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ สินค้าต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านกฎหมายและฉลาก ซึ่งจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อคุณขายส่งเครื่องสำอาง B2B ไปยังต่างประเทศที่มีกฎระเบียบเฉพาะของแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ เครื่องสำอางส่วนใหญ่ยังมีอายุการใช้งานจำกัด และต้องการเงื่อนไขการจัดเก็บเฉพาะ เช่น หลีกเลี่ยงความร้อน แสง หรือการสัมผัสอากาศ
เมื่อคุณขยายธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B ควรพิจารณาวิธีบริหารซัพพลายเชนดังนี้
- การจัดการสต๊อก: เชื่อมต่อทุกช่องทางการขายเข้ากับระบบจัดการสต๊อกเดียวกัน เช่น ระบบของ Shopify เมื่อได้รับสินค้าใหม่ ให้ใช้ Metafield แบบกำหนดเองเพื่อระบุวันหมดอายุ และใช้หลักการมาก่อนขายก่อน เพื่อระบายสินค้าที่เก่ากว่าก่อนหมดอายุ
- การจัดเก็บสินค้า: เครื่องสำอางจำนวนมากเสื่อมคุณภาพเมื่อโดนความร้อน แสง หรืออากาศมากเกินไป ควรใช้โซลูชันการจัดเก็บในคลังสินค้าที่ช่วยลดการสัมผัสเหล่านี้ รวมถึงพิจารณาร่วมงานกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก หรือบริษัทขนส่งที่เชี่ยวชาญด้านการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง
- ข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย: เครื่องสำอางที่จำหน่ายในสหรัฐ ทั้งแบบขายส่งและ DTC ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ FDA ในเรื่องฉลาก ความปลอดภัยของส่วนผสม และกระบวนการผลิต หากขายส่งเครื่องสำอาง B2B ไปต่างประเทศ ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้น เพราะแต่ละประเทศมีกฎระเบียบด้านความงามของตนเอง
- นโยบายการคืนและเปลี่ยนสินค้า: เครื่องสำอางสามารถถูกเปิดหรือดัดแปลงได้ง่าย ควรกำหนดนโยบายคืนสินค้าสำหรับ B2B ให้ชัดเจน ว่ารับคืนหรือเปลี่ยนสินค้าในกรณีใดบ้าง เช่น อาจรับคืนเฉพาะสินค้าที่ซีลอยู่ในบรรจุภัณฑ์เดิมเท่านั้น
ทำการตลาดให้ธุรกิจขายส่งเครื่องสำอางของคุณ
เส้นทางของลูกค้า B2B แตกต่างจาก DTC อย่างมาก ทำให้กลยุทธ์การตลาดที่แบรนด์ DTC ล้วนเคยใช้ ไม่ได้ผลเท่าเดิมเมื่อคุณหันมาโฟกัสที่ B2B ต่อไปนี้คือกลยุทธ์การตลาดที่พิสูจน์แล้ววาได้ผลสำหรับขายส่งเครื่องสำอาง B2B
การตลาดคอนเทนต์สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม
การตลาดคอนเทนต์คือการให้ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม โดยมีเป้าหมายเพื่อวางตำแหน่งแบรนด์ของคุณให้เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ พร้อมช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับสินค้า เพื่อให้สามารถนำไปขายต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การทำคอนเทนต์สำหรับขายส่งเครื่องสำอาง B2B สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น
- คู่มือส่วนผสม
- โปรแกรมอบรมสินค้าและการรับรอง
- บทวิเคราะห์และอินไซต์เทรนด์อุตสาหกรรม
- เว็บบินาร์ที่ช่วยให้พาร์ตเนอร์ขายสินค้าได้เร็วและได้ปริมาณมากขึ้น
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมความงามยังเป็นตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทรนด์ใหม่เกิดขึ้นทุกปี ตัวอย่างเช่น คิ้วเขียนหนาเกินจริงหรือการแต่งหน้าแบบ baking หนักๆ ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเดิมแล้ว ผู้บริโภคหันไปเลือกความงามที่ดูสะอาด เป็นธรรมชาติมากขึ้น
การตลาดคอนเทนต์จึงช่วยให้ความรู้กับผู้ซื้อ B2B ที่อยากถูกมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานของตัวเอง คุณสามารถหยิบยกเทรนด์ใหม่มาอธิบาย และสอนวิธีนำไปปรับใช้ ซึ่งท้ายที่สุดก็ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายเดียวกัน คือการเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมของตนเอง
กลยุทธ์งานแสดงสินค้าและอีเวนต์
- Cosmoprof Worldwide
- International Beauty Show
- International Esthetics, Cosmetics & Spa Conference
- Expo Beauty Show
แม้ว่าลูกค้าที่สนใจอาจยังไม่สั่งซื้อทันทีในงาน ควรเก็บข้อมูลติดต่อไว้ และมอบหมายให้ทีมขาย B2B ติดตามผลต่อในช่วงสัปดาห์หรือเดือนถัดไป การทำให้แบรนด์อยู่ในความนึกถึงอยู่เสมอ จะช่วยให้คุณเป็นตัวเลือกแรกเมื่อพวกเขาต้องการสินค้าขายส่งเครื่องสำอางที่คุณนำเสนอ
แต่งานแสดงสินค้าด้านความงามไม่ได้มีไว้แค่สร้างลีด B2B เท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางที่ดีในการหาพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ เปิดโอกาสสู่ความร่วมมือ เช่น การจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือเมคอัพอาร์ทิสต์มืออาชีพ ผ่านการสร้างเครือข่ายกับคนในอุตสาหกรรมเดียวกันภายในงานเหล่านี้
ช่องทางการตลาดดิจิทัล
ผู้ซื้อขายส่งเครื่องสำอางก็ยังเป็นคนจริงๆ ที่ใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อเรียนรู้ รับความบันเทิง และเชื่อมต่อกับซัพพลายเออร์ แม้ว่าช่องทางเหล่านี้จะแตกต่างจาก DTC อย่าง TikTok หรือ Instagram แต่ธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B ควรมีตัวตนบนแพลตฟอร์มต่อไปนี้
- การตลาดบน LinkedIn: เชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม เช่น เจ้าของสปาและซาลอน เพื่อสร้างและบ่มเพาะความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีศักยภาพ
- การตลาดผ่านอีเมล: ใช้ข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้วเกี่ยวกับผู้ซื้อขายส่ง เช่น ปัญหาที่พวกเขาเล่าให้ฟังในงานแสดงสินค้า เพื่อสื่อสารได้อย่างเฉพาะเจาะจงและตรงจุดมากขึ้น
- พาร์ตเนอร์แอฟฟิลิเอตหรืออินฟลูเอ็นเซอร์: ชวนผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมาช่วยโปรโมตธุรกิจของคุณ ผ่านโพสต์สปอนเซอร์หรือรับค่าคอมมิชชันจากโปรแกรมแอฟฟิลิเอต ซึ่ง Shopify Collabs ช่วยให้คุณขยายทั้งสองรูปแบบนี้ได้ง่ายขึ้น
การขยายสเกลธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B
คุณอาจมีแผนใหญ่ในการขยายไปต่างประเทศ หรือสร้างพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม แต่ถ้ายังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการดำเนินงานที่ซับซ้อนขึ้น การลงมือทำก็จะกลายเป็นเส้นทางที่ยาวและยาก ต้นทุนยังอาจเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้โปรเจกต์ต้องพับไปตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม
คำถามสำคัญที่สุดคือ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับขายส่งเครื่องสำอาง B2B ของคุณสามารถรองรับลูกค้าใหม่จำนวนมากได้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงพีคของการขาย ระบบล่มเพียงครั้งเดียวก็หมายถึงรายได้ที่หายไป การย้ายไปใช้แพลตฟอร์มระดับเอ็นเตอร์ไพรส์อย่าง Shopify ตั้งแต่ต้นจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้
Managed Markets ของ Shopify ช่วยให้คุณขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย จากหน้าร้านเดียวกับที่ใช้ขับเคลื่อนทั้ง DTC และขายส่งเครื่องสำอาง B2B อยู่แล้ว Managed Markets สามารถแปลเนื้อหาเว็บไซต์ แปลงสกุลเงิน และแสดงค่าจัดส่งระหว่างประเทศในขั้นตอนเช็กเอาต์โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทีมขาย B2B เข้ามาจัดการเอง
แบรนด์น้ำหอมระดับลักชัวรี WHO IS ELIJAH เป็นตัวอย่างที่ย้ายมาใช้ Shopify เพื่อรวมระบบอีคอมเมิร์ซทั้ง B2B และ DTC เข้าด้วยกัน ปัจจุบันพวกเขามีร้านสำหรับการขยายตลาดถึงแปดแห่ง เพื่อให้บริการลูกค้าในตลาดต่างประเทศสำคัญๆ แนวทางนี้ช่วยเพิ่มยอดขาย DTC ทางอีคอมเมิร์ซถึง 400% และผลักดันการเติบโตของยอดขาย B2B ระหว่างประเทศแบบปีต่อปีถึง 50%
“หนึ่งในเหตุผลที่เราต้องใช้การตั้งราคาที่แตกต่างสำหรับลูกค้าขายส่ง คือ ลูกค้าหลายรายอยู่ในกลุ่ม B2B ที่ไม่เหมือนกัน บางรายมีมาร์จิ้นตายตัว และบางรายเราสามารถควบคุมได้” Brylee Lonesborough ผู้นำด้านเทคนิคกล่าว “ความสามารถในการสร้างแคตตาล็อกแบบกำหนดเองในระบบ B2B บน Shopify ทำให้เราสามารถตั้งหมวดราคาที่แตกต่างกัน และผูกเข้ากับลูกค้า B2B แต่ละประเภทได้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงกับแต่ละรายมากขึ้น”
อนาคตของธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B
AI และการทำให้ประสบการณ์เฉพาะบุคคลในธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B
ความงามเป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้เครื่องสำอางด้วยเหตุผลเดียวกัน บางคนต้องการเสริมความมั่นใจ ขณะที่บางคนใช้เมคอัพเป็นรูปแบบของการแสดงตัวตน ปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ร้านค้าตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายเหล่านี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนด้านทีมงานหรือการซัพพอร์ตแบบมนุษย์ในสัดส่วนเดียวกัน
McKinsey ประเมินว่า Generative AI อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมความงามเพียงอย่างเดียว
สำหรับแบรนด์ขายส่งเครื่องสำอาง B2B การนำ AI มาใช้ในทางปฏิบัติอาจเป็นรูปแบบต่อไปนี้
- การใช้ AI วิเคราะห์ประสิทธิภาพของส่วนผสม ข้อมูลด้านกฎระเบียบ และช่องว่างของตลาด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนาสินค้า
- การคาดการณ์อุปสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการผลิตสินค้าเกินความจำเป็น โดยเฉพาะ SKU ตามฤดูกาลหรือสกินแคร์ที่มีอายุการใช้งานสั้น
- การสร้างผู้ช่วยการเรียนรู้ด้วย AI ภายในแพลตฟอร์มการศึกษาเกี่ยวกับความงาม เช่น แชตบอทที่ช่วยให้การอบรมความรู้สินค้าเป็นเรื่องสนุกและมีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น
เทรนด์ความยั่งยืนและคลีนบิวตี้
ยุคของรองพื้นหนาและริมฝีปากที่อวบอิ่มเกินจริงได้ผ่านไปแล้ว อุตสาหกรรมความงามในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับลุคที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น สะท้อนให้เห็นจากตลาดคลีนบิวตี้ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 21.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้มีอยู่สองประการ
ประการแรกคือ Gen Z ซึ่งกว่า 30% ใช้จ่ายกับสินค้าเกี่ยวกับความงามและการดูแลส่วนบุคคลมากกว่าสินค้าหมวดอื่นทั้งหมด อีกแรงผลักดันสำคัญของคลีนบิวตี้คือความต้องการสินค้าที่มีความยั่งยืน มีรายงานระบุว่า ผู้บริโภคเกือบสามในสี่ให้ความสำคัญกับส่วนผสมออร์แกนิกในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และราว 45% ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าเหล่านี้
สร้างเรื่องราวความสำเร็จให้ธุรกิจขายส่งเครื่องสำอาง B2B ของคุณ
โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมที่ใช้ในการขาย B2B ออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการโทรศัพท์หรืออีเมลที่ยืดยาวอีกต่อไป เมื่อผู้ซื้อในอุตสาหกรรมความงามมีความมั่นใจมากขึ้นกับการสั่งซื้อแบบ self-serve ทางออนไลน์ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B จึงกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ของ Shopify มาพร้อมทุกสิ่งที่คุณต้องใช้ในการขายส่งเครื่องสำอาง B2B ออนไลน์ และยังทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกับที่ใช้ให้บริการลูกค้า DTC ช่วยให้คุณบริหารทุกส่วนของธุรกิจได้จากระบบศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้แบรนด์ขายส่งเครื่องสำอาง B2B แบรนด์หนึ่งลดต้นทุนการดูแลเว็บไซต์ลงได้ถึง 85% และเพิ่มอัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าได้ 19% ธุรกิจของคุณจะเป็นรายต่อไปหรือไม่


